ทัวร์ขับรถเที่ยวเองในฤดูร้อน 10 วัน เที่ยวภาคตะวันตกเฉียงเหนืออันห่างไกลของไอซ์แลนด์ สไนล์แฟลซเนส และฟยอร์ดทางตะวันตก

ทัวร์ขับรถเที่ยวเองในฤดูร้อน 10 วัน เที่ยวภาคตะวันตกเฉียงเหนืออันห่างไกลของไอซ์แลนด์ สไนล์แฟลซเนส และฟยอร์ดทางตะวันตก
มีแนวโน้มที่จะขายออกเร็ว ๆ นี้
บริการ 24 ชั่วโมง
แผนการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ
สามารถจัดตามความต้องการได้เต็มที่
รถ & ที่พัก

คำอธิบาย

รายละเอียด

ทัวร์เริ่มจาก
Iceland
เวลาออกเดินทาง
ยืดหยุ่น
ระยะเวลา
10 วัน
สถานที่สิ้นสุด
Iceland
ความยากลำบาก
ง่าย
มีบริการ
พฤษ. - กัน.
เวลาสิ้นสุด
ยืดหยุ่น
อายุต่ำสุด
ไม่มี

คำอธิบาย

ด้วยแพ็คเกจขับรถเที่ยวเองในฤดูร้อน 10 วันนี้คุณจะได้เห็นสถานที่ท่องเที่ยวอันหลากหลายบนคาบสมุทรสไนล์แฟลซเนส ได้ไปเยือนพื้นที่ห่างไกลของฟยอร์ดทางตะวันตก และไปสำรวจทางเหนือของไอซ์แลนด์แบบเจาะลึก ทริปนี้จะเป็นการเดินทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักเดินทางอิสระที่ต้องการเที่ยวไอซ์แลนด์ตามเงื่อนไขที่กำหนดเอง

ลูกค้าที่ขับรถเที่ยวเองจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหนือระดับกว่านักท่องเที่ยวโดยทั่วไป ตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่ขับรถเที่ยวเองจะได้รับการดูแลจากฝ่ายบริการลูกค้าทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและเดินทางได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

ในสิบวันนี้คุณสามารถเที่ยวตามแผนการเดินทางที่ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าได้เลย โดยแผนนี้จะออกแบบขึ้นตามตัวเลือกที่คุณเลือก และมีการปรับแต่งให้เหมาะสมกับความต้องการตามที่คุณระบุไว้ในระหว่างที่คุณทำการจอง ซึ่งง่ายมากๆ แพ็คเกจนี้จะช่วยให้คุณได้เที่ยวอย่างเป็นส่วนตัว และสำหรับรถเช่าและที่พัก คุณจะมีตัวเลือกมากมายทั้งในระดับคอมฟอร์ทและควอลิตี้

อิสรภาพในการท่องเที่ยวที่ได้รับจะทำให้คุณสามารถดื่มด่ำกับธรรมชาติที่งดงามของไอซ์แลนด์ได้อย่างเต็มที่ ตลอดการเดินทางในทริปนี้คุณจะได้เห็นน้ำตกที่มีสายน้ำไหลลดหลั่น ภูเขาสูงตระหง่าน หุบเขาที่น่าอัศจรรย์ และธารน้ำแข็งสีขาววาววับ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งด้วย คุณจึงสามารถใช้เวลาซึมซับความมหัศจรรย์ของสถานที่แต่ละแห่งได้อย่างเต็มที่

ดังนั้น อย่ารอช้า! รีบจองตอนนี้แล้วคุณจะได้ไปเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยทัวร์ขับรถเองฤดูร้อน 10 วัน และพาตัวเองไปสำรวจสไนล์แฟลซเนส (Snaefellsnes) ฟยอร์ดทางตะวันตก (Westfjords) อาคูเรย์ริ (Akureyri) ทะเลสาบมิวาทน์ (Lake Myvatn) และอีกมากมายหลายแห่งในแบบที่คุณต้องการ คุณสามารถตรวจสอบจำนวนที่ว่างได้โดยระบุวันที่ที่ต้องการเดินทาง

 

อ่านเพิ่ม

ร่วมด้วย

ที่พัก 9 คืน (มีให้เลือกหลายระดับ; รวมอาหารเช้าสำหรับระดับคอมฟอร์ท; ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ด้านล่าง)
รถเช่าสำหรับ 10 วัน (Toyota Aygo หรือรุ่นที่คล้ายกัน สามารถอัปเกรดได้)
ประกันภัยรถเช่าแบบ CDW สำหรับรถระดับซูเปอร์บัดเจท; รถระดับอื่นจะรวมประกัน SCDW และประกันกรวด
ระบบ GPS
ตั๋วเรือเฟอร์รี่บัลเดอร์ รวมนำรถขึ้น 1 คัน
รายละเอียดแผนการเดินทาง
ตัวแทนท่องเที่ยวส่วนบุคคล
ภาษี

กิจกรรม

ปีนเขา
เที่ยวชมสถานที่
ล่องเรือ
แช่บ่อน้ำแร่
กิจกรรมเกี่ยวกับวัฒนธรรม
ขับรถเที่ยวเอง
เครื่องบิน

แผนการเที่ยวรายวัน

วัน 1
โบสถ์ลูเธอรันฮัลล์กรีมสคิร์คยาในดาวน์ทาวน์เรคยาวิก

วัน 1 - เดินทางมาถึงไอซ์แลนด์และเรคยาวิก

ยินดีต้อนรับสำหรับวันแรกของคุณในประเทศไอซ์แลนด์! หลังจากที่เครื่องบินลงจอดที่สนามบินนานาชาติเคฟลาวิกบนคาบสมุทรเรคยาเนส (Reykjanes) คุณจะไปรับรถที่คุณจะใช้เป็นพาหนะในอีกสิบวันข้างหน้า และออกเดินทางไปยังเรคยาวิก (Reykjavik) เมืองหลวงของไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่อยู่ในทางเหนือสุดของโลกในทันที

ระหว่างทางไปยังเมืองหลวงของไอซ์แลนด์คุณสามารถเลือกแวะที่บลูลากูน (Blue Lagoon) ก่อนได้ สปาที่มีชื่อเสียงระดับโลกแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องน้ำสีฟ้าสดใสและการบำบัดที่หรูหรา สปาแห่งนี้ตั้งอยู่กลางทุ่งลาวาที่ปกคลุมไปด้วยมอสส์ทำให้มีบรรยากาศแปลกตา หากคุณเลือกเพิ่มบลูลากูนเข้าไปในทริป กิจกรรมนี้จะถูกจัดเข้าในโปรแกรมการเดินทางให้สอดคล้องกับเที่ยวบินของคุณ หากคุณยังไม่มีเวลามากพอที่จะไปในวันนี้ ก็ยังสามารถไปในวันอื่นได้ โดยที่ปรึกษาด้านการเดินทางของคุณจะจัดการเรื่องนี้ให้คุณได้ และถึงแม้จะไม่ได้ไปบลูลากูนในวันนี้ ในเรคยาวิกและคาบสมุทรเรคยาเนสก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมมากมายรอคุณอยู่หากคุณมีเวลาเหลือ

ในขณะที่ขับรถไปยังที่พักของคุณในเมือง คุณจะได้เห็นทัศนียภาพและธรรมชาติที่น่าทึ่งของประเทศไอซ์แลนด์ คาบสมุทรเรคยาเนสซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศประกอบด้วยแนวชายฝั่งที่ขรุขระ ทุ่งภูเขาไฟที่แห้งแล้ง และมีภูเขาที่อยู่ไกลออกไปเป็นฉากหลัง และเมื่อวิวชนบทค่อยๆ ผ่านพ้นไปและความเจริญของเมืองเรคยาวิกค่อยๆ ปรากฏเข้ามาแทนที่ นั่นหมายถึงว่าคุณได้เดินทางมาถึงศูนย์กลางความเจริญของประเทศไอซ์แลนด์แล้ว

หลังจากเก็บสัมภาระในที่พักของคุณแล้ว คุณสามารถออกไปสำรวจเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งนี้ได้อย่างอิสระ และเนื่องจากช่วงฤดูร้อนมีปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืนคุณจึงมีแสงสว่างมากเพียงพอสำหรับการไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ได้มากมาย แนะนำว่าให้ไปชมสถาปัตยกรรมสวยๆ ของฮาร์ปาคอนเสิร์ตฮอลล์ (Harpa) และโบสถ์คริสตจักรลูเธอรันฮัลล์กรีมสคิร์คยา (Hallgrimskirkja)

ถ้ายังมีเวลาเหลือคุณอาจจะลองแวะไปเที่ยวบาร์ ไปชมนิทรรศการทางวัฒนธรรม และไปสวนสาธารณะก่อนที่จะกลับเข้าไปพักผ่อนเอาแรงสำหรับวันพรุ่งนี้

อ่านเพิ่ม
วัน 2
คาบสมุทรสไนล์แฟลซเนสถูกปกคลุมไปด้วยดอกลูปินที่สวยงามในฤดูร้อน

วัน 2 - คาบสมุทรสไนล์แฟลซเนส

คาบสมุทรสไนล์แฟลซเนสมักถูกเรียกว่า "ไอซ์แลนด์ย่อส่วน" เนื่องจากแถบนี้มีสถานที่เที่ยวทางธรรมชาติหลากหลายรูปแบบผสมปนเป ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเยือนมักจะแปลกใจกับภูมิทัศน์ที่มหัศจรรย์ สัตว์ป่านานาชนิด และบรรยากาศที่ตรึงตาตรึงใจราวกับมีมนต์ขลัง และในขณะที่ชื่นชมสภาพแวดล้อมที่เหลือเชื่อเหล่านี้ คุณจะอยู่ใต้เงาของสไนล์เฟลล์โจกุล (Snaefellsjokull) ภูเขาไฟที่เกิดจากการสลับชั้นของลาวา (Stratovolcano) และมีธารน้ำแข็งปกคลุมยอดซึ่งเป็นที่มาของชื่อของคาบสมุทรแห่งนี้

การเที่ยวที่นี่นั้นคุณอาจจะเริ่มจากหาดทรายอิทรี ทุงกา (Ytri-Tunga) ที่มีแมวน้ำอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งคุณสามารถเดินเล่นริมชายฝั่งและเข้าไปดูพวกมันใกล้ๆ ได้เลย จากนั้นคุณสามารถไปที่หมู่บ้านอาร์นาร์สทาปิ (Arnarstapi) และหมู่บ้านเฮลล์นาร์ (Hellnar) ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีเสน่ห์เพื่อเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ริมชายฝั่งทะเล ก่อนที่จะไปชมสถานที่ท่องเที่ยวอันหลากหลายกันต่อ เช่น หาดตูปาโลนส์ซานดูร์ (Djupalonssandur) ที่เต็มไปด้วยกรวดสีดำ และภูเขาเคิร์กจูแฟลล์ (Kirkjufell)

คุณสามารถอัปเกรดเพิ่มความตื่นเต้นให้กับทริปในวันนี้ได้ด้วยการไปเที่ยวถ้ำวาทน์เฮลลิร์ (Vatnshellir) ซึ่งคุณจะลงบันไดเวียนไปยังดินแดนใต้พิภพของไอซ์แลนด์เพื่อไปศึกษาธรณีประวัติของประเทศไอซ์แลนด์ และแน่นอนว่าที่คาบสมุทรสไนล์แฟลซเนสแห่งนี้เคยถูกใช้เป็นฉากในนิยายชื่อดังของจูลส์ เวิร์นเรื่อง "Journey to The Centre of the Earth"

เมื่อหมดวันคุณจะเข้าไปพักผ่อนในที่พักที่อยู่คาบสมุทรสไนล์แฟลซเนส

อ่านเพิ่ม
วัน 3
สระน้ำเบอร์กิเมลูร์ในพาเทรคสฟยอร์ดูร์ในฟยอร์ดทางตะวันออก

วัน 3 - เฟอร์รี่บัลเดอร์ไปยังฟยอร์ดทางตะวันตก

วันนี้มีตัวเลือกมากมาย ดังนั้นคุณควรวางแผนเที่ยวตามที่คุณสนใจ หากคุณต้องการไปดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันงดงามของฟยอร์ดทางตะวันตก คุณควรออกเดินทางแต่เช้าและไปขึ้นเรือเฟอร์รี่ที่ออกจากสติกกิโฮลมูร์ (Stykkisholmur) รอบ 9 โมงเช้า สำหรับเฟอร์รี่รอบเช้านี้ คุณจะได้แวะไปเที่ยวที่เกาะเล็กๆ ชื่อแฟลทเทย์ (Flatey) ที่ถูกตั้งชื่อตามลักษณะของเกาะที่ค่อนข้างแบนราบ เชื่อกันว่าเกาะเกิดขึ้นในช่วงยุคน้ำแข็งครั้งหลังสุด พื้นที่บนเกาะมีแต่ความเขียวสดสวยงามและมีคนอาศัยอยู่เฉพาะในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น โดยผู้คนที่นี่ยังคงรักษาวิถีดั้งเดิมโดยการทำประมงอย่างโดดเดี่ยวไม่สนโลกสมัยใหม่ภายนอก และบนเกาะยังมีห้องสมุดที่เก่าแก่ที่สุดในไอซ์แลนด์ตั้งอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบด้วย

หากคุณเพิ่มเกาะแฟลทเทย์เข้าไปในทริปวันนี้ คุณจะต้องจอดรถทิ้งเอาไว้บนเรือเฟอร์รี่ เพราะบนเกาะนั้นห้ามนำรถขึ้นไปได้อย่างเด็ดขาด แต่คุณก็ไม่ต้องกังวล เพราะในขณะที่คุณเที่ยวบนเกาะแฟลทเทย์อยู่นั้น เรือเฟอร์รี่จะแล่นต่อไปและเจ้าหน้าที่จะนำรถของคุณขึ้นจากเรือไปจอดรอคุณอยู่ที่ลานจอดรถในฟยอร์ดทางตะวันตกรอให้คุณมารับหลังจากเที่ยวเสร็จแล้ว

หากคุณต้องการทดลองลิ้มรสอาหารอร่อยๆ ก่อนที่จะเดินทางไปยังฟยอร์ดทางตะวันตก คุณสามารถเลือกเพิ่มทัวร์ล่องเรือกินซูชิแบบไวกิ้งเข้าไปในทริปวันนี้ได้ด้วย ทัวร์นี้จะมอบประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป โดยคุณจะนั่งเรือประมงที่สะดวกสบายออกทะเลมุ่งหน้าเข้าหาฟยอร์ดที่อยู่ทางทิศตะวันตก และระหว่างที่คุณชื่นชมธรรมชาติอยู่นั้น ชาวประมงที่มีประสบการณ์จะหาจับปลามาปรุงอาหารให้คุณรับประทานกันสดๆ บนเรือพร้อมกับเครื่องจิ้มอย่างวาซาบิและซอสถั่วเหลือง และเมื่อทัวร์ล่องเรือกินซูชิสิ้นสุดลงคุณจะขับรถไปยังสติกกิโฮลมูร์เพื่อไปขึ้นเรือเฟอร์รี่รอบบ่ายไปยังฟยอร์ดทางตะวันตก

ทั้งนี้โปรดทราบว่าเรือเฟอร์รี่ไปยังฟยอร์ดทางตะวันตกนั้นมีตารางเดินเรือที่ค่อนข้างจำกัดนอกฤดูร้อน ทำให้ในบางวันจะมีช่วงเวลาที่ให้บริการน้อยลง ดังนั้นหากคุณไม่ได้เดินทางมาเที่ยวในช่วงหน้าร้อน ตัวเลือกนี้อาจจะไม่เหมาะกับคุณและแผนการเดินทางของคุณจะถูกจัดตามวันที่คุณเดินทางมา

ฟยอร์ดทางตะวันตกเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่สวยงามและตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของไอซ์แลนด์​ ซึ่งในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปชมเพียงไม่กี่คนเท่านั้นเมื่อเทียบกับทางชายฝั่งทางใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศที่ได้รับความนิยมมากกว่า ดังนั้น คุณจึงมั่นใจได้ว่าคุณจะได้ลิ้มรสของการผจญภัยนอกเส้นทางท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

ลาทราบียอร์ก (Latrabjarg) เป็นจุดแวะอีกหนึ่งแห่งสำหรับวันนี้ หน้าผาสูงตระหง่านแห่งนี้มีนกจำนวนนับไม่ถ้วน และตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของประเทศไอซ์แลนด์ ทอดยาวไปตามช่องแคบเดนมาร์กเป็นระยะทาง 14 กม. ช่างภาพธรรมชาติและสัตว์ป่าจะต้องถูกใจกับนกหลากหลายสายพันธุ์ที่นี่ เช่น นกสกัว นกกิลเลอมอต และนกพัฟฟินที่โด่งดังมากๆ

นอกจากนี้คุณยังจะได้ไปที่เรยดาซานดูร์ (Raudasandur) ที่แปลว่า "ทรายแดง" ด้วย ชายหาดสีทองแห่งนี้อยู่ในฟยอร์ดทางตะวันตก ซึ่งหาดทรายในเขตฟยอร์ดทางตะวันตกนั้นจะมีทรายสีออกทองหรือชมพู ไม่เหมือนกับหาดทรายดำที่พบได้ทั่วไปในประเทศไอซ์แลนด์ และคุณอาจจะอยากไปที่เบอร์กิเมลูร์ (Birkimelur) สระว่ายน้ำที่ต้ังอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยสดงดงามตามแบบฉบับของไอซ์แลนด์

ในช่วงเย็นของวันที่สามนี้คุณจะไปพักในเมืองเล็กๆ ชื่อพาเทรคสฟยอร์ดูร์ (Patreksfjordur)

อ่านเพิ่ม
วัน 4
อีสาฟยอร์ดูร์เป็นทั้งชื่อของเมืองและฟยอร์ดที่อยู่ติดกัน ซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในฟยอร์ดทางตะวันตกที่ห่างไกล

วัน 4 - ฟยอร์ดทางตะวันตก

จุดแวะแห่งแรกของคุณในวันนี้คือดินยานดิ (Dynjandi) หรือที่รู้จักกันในชื่อฟยาลล์ฟอสส์ (Fjallfoss) น้ำตกสวยงามไหลลดหลั่นลงมาเป็นชั้นที่หลายคนบอกว่ายกให้เป็นดาวเด่นของภูมิภาคนี้ น้ำตกแห่งนี้สูง 100 ม. และเหมาะสำหรับการถ่ายภาพมากๆ

นอกจากนี้คุณยังสามารถไปแวะที่สระน้ำร้อนเรคยาฟยาร์ดาร์เลยก์ (Reykjafjardarlaug) ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฟยอร์ดทางตะวนออกข้างถนนหมายเลข 63 ได้ด้วย น้ำในสระที่นี่มีอุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส และอันที่จริงใกล้ๆ กันแถวนี้ยังมีสระน้ำร้อนอีกหลายแห่ง แต่ละแห่งมีอุณหภูมิแตกต่างกันไปและอาจจะต้องเดินป่านิดหน่อยเพื่อเข้าไป ซึ่งการไปสระน้ำร้อนในไอซ์แลนด์นั้นเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากด้วยเหตุผลหลายประการ โดยมีทั้งสระแบบโรแมนติก หรูหรา และมักจะตั้งอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์ที่งดงาม

คุณยังจะได้ไปชมหมู่บ้านแฟลทเทย์ริ (Flateyri) ซึ่งเป็นหมู่บ้านริมทะเลขนาดย่อมที่มีประชากรประมาณ 180 คนด้วย ในอดีตเมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางการประมงและการล่าวาฬ แต่เหตุการณ์หิมะถล่มเมื่อเดือนตุลาคม 1995 ได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงและมีผู้เสียชีวิตด้วย และตั้งแต่นั้นก็มีการสร้างเขื่อนสำหรับป้องกันอันตรายให้กับคนในหมู่บ้าน การแวะไปเที่ยวที่นี่คุณจะได้รับข้อมูลอันล้ำค่าทั้งในด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวบ้านในชุมชนเล็กๆ ของไอซ์แลนด์

นอกจากนี้คุณจะไปชมเมืองต่างๆ ได้แก่ อีสาฟยอร์ดูร์ (Isafjordur) เมืองขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากอาคารไม้แบบดั้งเดิม ซึ่งในเมืองมีพิพิธภัณฑ์เวสต์ฟยอร์ดเฮอริเทจ (Westfjords Heritage Museum) ให้ชมด้วย รวมถึงเมืองโบลุงกาวีค (Bolungarvík) ซึ่งเป็นเขตเทศบาลเพียงแห่งเดียวในบริเวณนี้

วันที่ 4 นี้คุณจะพักอยู่ในอีสาฟยอร์ดูร์

อ่านเพิ่ม
วัน 5
โบลุงการ์วิคเป็นเมืองประมงเล็กๆ ในฟยอร์ดทางตะวันตก

วัน 5 - ฟยอร์ดทางตะวันตกวันที่สอง

วันที่ห้าของการผจญภัยในไอซ์แลนด์คุณจะพบกับสถานที่สวยงามระหว่างทางจากอีสาฟยอร์ดูร์ไปยังโฮลมาวีค (Holmavik) ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคสตรานดิ (Strandir) หนึ่งในสถานที่น่าแวะสำหรับวันนี้คือวิกูร์ (Vigur) เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองในฟยอร์ดอีสาฟยาร์ดาร์ดจูป (Isafjardardjup) ที่ใช้เวลาในการเดินทางด้วยเรือประมาณครึ่งชั่วโมง เกาะมีความกว้างประมาณ 400 ม. และยาว 2 กม. และเหมาะสำหรับการมาเดินเล่นพักผ่อนชมธรรมชาติและดูนก

เมื่อเดินทางไปตามฟยอร์ดอาล์ฟตาฟยอร์ดูร์ (Alftafjordur) คุณจะผ่านหมู่บ้านริมชายฝั่งชื่อซูดาวิก (Sudavik) ซึ่งใกล้ๆ กับบริเวณหมู่บ้านจะมีอาร์กติกฟ็อกซ์เซ็นเตอร์ (Arctic Fox Center) ที่จัดแสดงความรู้เกี่ยวกับจิ้งจอกอาร์กติกตัวน้อยน่ารักน่าเอ็นดู ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประจำถิ่นเพียงชนิดเดียวของไอซ์แลนด์ ที่นี่คุณจะได้เห็นจิ้งจอกอาร์กติกแบบใกล้ชิดและจะได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับชีววิทยาและประวัติความเป็นมาของสัตว์ที่น่าสนใจ

เมื่อคุณไปถึงที่โฮลมาวีค คุณสามารถเลือกไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เวทมนตร์และคาถาแห่งไอซ์แลนด์ (Museum of Icelandic Sorcery and Witchcraft) ซึ่งคุณจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับมนตร์ดำที่น่าขนลุกขนพองของเมืองนี้ ซึ่งในปี 1654 มีการเผาชายสามคนที่ถูกกล่าวหาว่าใช้เวทมนตร์ทั้งเป็น และเหตุการณ์นี้กลายเป็นต้นกำเนิดของการเผาแม่มดกันอย่างบ้าคลั่งในไอซ์แลนด์จวบจนกระทั่งปี 1690

คืนนี้ที่พักของคุณอยู่ใกล้กับโฮลมาวีค

อ่านเพิ่ม
วัน 6
เส้นทางขับรถไปยังอาคูเรย์ริเป็นเส้นทางที่สวยงามที่สุดในประเทศ

วัน 6 - ขับรถไปอาคูเรย์ริ

วันนี้คุณจะออกจากฟยอร์ดทางตะวันตกอันสวยงาม คุณสามารถเริ่มต้นวันด้วยการขับรถไปที่ดูพาวิก (Djupavik) เมืองร้างทางตอนเหนือของโฮลมาวีค ซึ่งการมาเมืองนี้จะทำให้คุณได้ภาพถ่ายที่สวยงามแบบหลอนๆ ของบ้านเรือนที่ถูกทิ้งร้างจนทรุดโทรมเป็นที่ระลึก ไกลออกไปอีกหน่อยจะมีบ่อน้ำพุร้อนครอสส์เนสเลยก์ (Krossneslaug) หรือที่เรียกกันว่า "สระน้ำสุดขอบโลก" เนื่องจากตั้งอยู่ห่างไกลมาก

หากคุณมาเที่ยวที่นี่ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน คุณสามารถเลือกไปดูวาฬที่โฮลมาวีคได้ด้วย โดยคุณจะนั่งเรือมุ่งหน้าไปทางเหนือเพื่อออกตามหาสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมที่แสนอ่อนโยน ซึ่งมักจะเดินทางผ่านแถวนี้ในระหว่างที่อพยพย้ายถิ่น

เมื่อออกจากฟยอร์ดทางตะวันตกแล้ว คุณจะเดินทางข้ามไปทางเหนือเพื่อไปยังเมืองอาคูเรย์ริ ซึ่งระหว่างทางมีสถานที่ท่องเที่ยวและทิวทัศน์ที่น่าอัศจรรย์ คุณอาจจะเลือกแวะชมฮวิทแซร์กูร์ (Hvitserkur) โขดหินบะซอลต์สูงตระหง่านราว 15 ม. ที่บ้างก็ว่ามีรูปร่างเหมือนโทรลล์ที่กลายเป็นหิน บ้างก็ว่าเหมือนช้าง หรือไม่ก็มังกร และคุณอาจจะแวะชมน้ำตกเรคยาฟอสส์ (Reykjafoss) หรือไปเที่ยวที่ทะเลสาบฮอป (Hop) และทะเลสาบบลอนดูลอน (Blondulon) ด้วยก็ได้ ซึ่งบลอนดูลอนนั้นเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์

บนคาบสมุทรโทรลล์คุณจะเจอกับหมู่บ้านสิกลูฟยอร์ดูร์ (Siglufjordur) และหมู่บ้านโฮฟซอส (Hofsos) ซึ่งมีเสน่ห์น่าสนใจ สิกลูฟยอร์ดูร์นั้นเป็นเมืองที่อยู่ทางเหนือสุดของประเทศและมีธรรมชาติที่สวยงามอย่างไม่น่าเชื่อ รวมถึงมีพิพิธภัณฑ์แห่งยุคแฮร์ริ่ง (Herring Era Museum) ที่ได้รับรางวัลพิพิธภัณฑ์ดีเด่นด้วย ส่วนโฮฟซอสนั้นเคยเป็นศูนย์กลางการค้าที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศในช่วงทศวรรษ 1500 แต่ปัจจุบันเมืองโฮฟซอสมีชื่อเสียงเรื่องสระว่ายน้ำพลังงานความร้อนใต้พิภพแบบอินฟินิตี้ที่อยู่ท่ามกลางวิวฟยอร์ดและธรรมชาติที่งดงาม

เมืองอาคูเรย์ริที่มีประชากรราว 12,000 คนได้รับฉายาอย่างไม่เป็นทางการว่าเป็น "เมืองหลวงของทางเหนือ" และได้ชื่อว่ามีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา มีทิวทัศน์ที่สวยงาม และรอบบริเวณยังมีสถานที่น่าสนใจและกิจกรรมให้ทำได้มากมาย อย่างเช่น ไฮกิ้ง

มีกิจกรรมในอาคูเรย์ริที่คุณสามารถเลือกเพิ่มเข้าไปในทริปวันนี้ได้หลายอย่าง คุณอาจจะไปขี่ม้าชมธรรมชาติโดยรอบ ซึ่งม้าไอซ์แลนด์นั้นมีขนาดตัวที่เล็กและมีนิสัยเป็นมิตร จึงถูกมองว่าเป็นม้าที่เหมาะสำหรับผู้ขี่ทุกระดับ ชาวไอซ์แลนด์เลี้ยงม้าสายพันธุ์นี้โดยไม่ให้ปะปนกับม้าสายพันธุ์อื่นมาเป็นเวลากว่า 1,000 ปีแล้ว จนพวกมันพัฒนาลักษณะเพื่อให้เข้ากับภูมิประเทศของดินแดนมหัศจรรย์นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และการได้ขี่ม้าไอซ์แลนด์เที่ยวชมชนบทจะเป็นประสบการณ์ที่สนุกสนานสร้างความประทับใจให้กับคุณไปอีกนาน

แต่ถ้าคุณอยากเที่ยวแบบผ่อนคลายเสียมากกว่า คุณสามารถเลือกไปสปาเบียร์ที่บิยอร์บอดิน (Bjorbodin) แทนได้ ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ค่อนข้างใหม่และนำศิลปะในการผลิตเบียร์แบบดั้งเดิมมาผสมผสานเข้ากับคอนเซ็ปต์ของสปาเพื่อมอบประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้กับผู้มาเยือน

หากคุณมีเวลาเหลือในช่วงเย็น เมืองอาคูเรย์รินั้นมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย คุณอาจจะไปชมโบสถ์อาคูเรย์ราเคิร์กยา (Akureyrarkirkja) ที่ว่ากันว่าสวยงามน่าประทับใจมากกว่าโบสถ์ในเมืองหลวงเสียอีก ไปสวนพฤกษศาสตร์อาคูเรย์ริ (Akureyri Botanical Gardens) หรือจะออกเที่ยวตามสถานบันเทิงในท้องถิ่นก็น่าสนุกสนานเช่นกัน

อ่านเพิ่ม
วัน 7
เดตติฟอสส์เป็นน้ำตกที่ทรงพลังที่สุดในไอซ์แลนด์

วัน 7 - วงแหวนเพชร

วันที่ 7 เป็นวันที่คุณจะไปชมสถานที่น่าประทับใจบนเส้นทางวงแหวนเพชร (Diamond Circle) ซึ่งเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเหมือนกับเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างวงกลมทองคำ (Golden Circle) แต่เป็นเวอร์ชันของทางภาคเหนือ และบนเส้นทางนี้มีสถานที่ที่คุณจะไปแวะชม 4 แห่ง ได้แก่ ฮูสาวิค (Husavik) หุบเขาเอาส์บิร์กิ (Asbyrgi) ทะเลสาบมิวาทน์ (Lake Myvatn) และน้ำตกเดตติฟอสส์ (Dettifoss)

น้ำตกเดตติฟอสส์ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล​ (Vatnajokull) ซึ่งเป็นอุทยานฯ​ ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของยุโรป และเป็นน้ำตกที่ทรงพลังมากที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์ โดยมีปริมาณน้ำมากถึง 96,500 แกลลอนต่อวินาทีที่ไหลลงสู่หุบเขาลึกด้านล่างที่มีแต่ความมืดมิดและขรุขระ

เอาส์บิร์กิเป็นหุบเขาที่งดงาม กล่าวกันว่าเกิดจากการที่ม้าสไลป์เนียร์ (Sleipnir) แปดขาของโอดินประทับรอยเท้าลงบนดิน แต่ในทางวิทยาศาสตร์นั้นสรุปว่าหุบเขานี้ก่อตัวขึ้นหลังจากน้ำจากธารน้ำแข็งไหลเข้าท่วมพื้นที่ในช่วงยุคน้ำแข็งครั้งหลังสุด ปัจจุบันหุบเขาเอาส์บิร์กิเป็นสถานที่สำหรับเดินป่าที่มีความงดงามมากเพราะสามารถมองเห็นวิวของบริเวณโดยรอบและมีต้นไม้ขึ้นเขียวชอุ่ม

ฮูสาวิคเป็นเมืองที่มีประชากรกว่า 2,000 คน และมีโบสถ์ไม้ฮูสาวิคคูร์คิชยา (Husavikurkirkja) ที่สร้างในปี 1907 เด่นเป็นสง่า เมืองนี้ยังเป็นเมืองหลวงแห่งการดูวาฬของไอซ์แลนด์ด้วยเพราะในน่านน้ำแถวนี้มีวาฬชุม ซึ่งการมาดูวาฬที่นี่นักท่องเที่ยวมีโอกาสที่จะได้เห็นสัตว์จำพวกวาฬอย่างน้อยหนึ่งสายพันธุ์จากทั้งหมดกว่า 20 สายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ เช่น วาฬมิงค์ วาฬหลังค่อม วาฬออร์กา และฮาร์เบอร์พอร์พอยส์

หากคุณต้องการดูวาฬที่มีอยู่มากมาย คุณสามารถเพิ่มทัวร์ดูวาฬที่ออกเดินทางจากฮูสาวิคเข้าไปในทริปวันนี้ได้ ซึ่งมีให้เลือกสองแบบด้วยกัน คือทัวร์นั่งเรือออกทะเลไปตามหาปลาวาฬด้วยเรือแบบดั้งเดิม และทัวร์ดูวาฬที่เดินทางด้วยเรือยางท้องแบน ซึ่งอย่างหลังนี้คุณจะเดินทางไปบนน่านน้ำของทางเหนือด้วยเรือที่มีขนาดเล็กและคล่องตัวมากกว่า ทำให้สามารถเข้าไปใกล้วาฬได้มากกว่า

หากคุณต้องการไปผ่อนคลายร่างกายในวันนี้ คุณจะมีตัวเลือกสำหรับกิจกรรมเสริมสองแบบด้วยกัน

ที่ฮูสาวิคมีสปาหรูหราชื่อจีโอซี (GeoSea) ที่นี่แตกต่างจากสปาพลังงานความร้อนใต้พิภพแห่งอื่นๆ ในไอซ์แลนด์ เพราะน้ำที่จีโอซีเป็นน้ำทะเลร้อนที่มีคุณสมบัติในการช่วยเยียวยาร่างกายและจิตใจได้ในขณะที่คุณแช่น้ำผ่อนคลายอยู่ท่ามกลางวิวเปิดโล่งของมหาสมุทรกว้างใหญ่

นอกจากนี้คุณยังมีตัวเลือกสปาพลังงานความร้อนใต้พิภพอีกหนึ่งแห่งที่อยู่ในแถบมิวาทน์ (Myvatn) อ่างน้ำธรรมชาติมิวาทน์นี้มักจะถูกเรียกว่าเป็น "บลูลากูนแห่งทางเหนือ" เพราะน้ำสีฟ้าที่นี่เหมาะสำหรับการมาผ่อนคลายและดื่มด่ำกับทัศนียภาพที่งดงามของภาคเหนือที่เต็มไปด้วยแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ

คืนนี้คุณจะพักค้างคืนในเขตมิวาทน์

อ่านเพิ่ม
วัน 8
ภูมิประเทศสีแดงเหมือนดาวอังคารของช่องเขาเนามาสการ์ดในภูมิภาคมิวาทน์

วัน 8 - ทะเลสาบมิวาทน์/เดย์ทริปเที่ยวอาสยาในไฮแลนด์

ทะเลสาบมิวาทน์และพื้นที่รอบทะเลสาบนั้นเหมาะสำหรับการมาเที่ยวพักผ่อนอย่างยิ่ง ทะเลสาบที่นี่สวยงามน่ามหัศจรรย์มีผืนน้ำสีฟ้าครามกินพื้นที่กว้างใหญ่และล้อมรอบด้วยปล่องภูเขาไฟเทียมสีเขียวที่ก่อตัวขึ้นเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน

สถานที่ท่องเที่ยวในบริเวณนี้ ได้แก่ ดิมมูบอร์กีร์ (Dimmuborgir) ซึ่งมีหินภูเขาไฟที่ก่อตัวเป็นรูปร่างขรุขระบิดเบี้ยวมาเป็นเวลายาวนานหลายศตวรรษ มองดูคล้ายกับเป็นป้อมปราการหรือปราสาทสีดำทะมึนที่มักจะเห็นในหน้าหนังสือแนวแฟนตาซี พื้นที่บริเวณนี้น่าจะดึงดูดนักธรณีวิทยาและผู้ที่ต้องการมาชื่นชมผลงานของธรรมชาติมากเป็นพิเศษ

ใกล้ๆ กันนั้น คุณสามารถไปที่ช่องเขาเนามาสการ์ด (Namaskard) เพื่อไปดูภูมิประเทศที่เหมือนกับดาวอังคาร เพราะบริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่มีกิจกรรมของพลังงานใต้พิภพเกิดขึ้นมากมาย ทั้งบ่อโคลนเดือดและฟูมาโรลที่พ่นไอน้ำร้อนออกมา การไปเยือนเนามาสการ์ถือว่าเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีสุดที่คุณจะได้เห็นกับตาว่าความร้อนที่ระอุคุกรุ่นอยู่ใต้พื้นดินนั้น มีส่วนหล่อหลอมลักษณะของเกาะแห่งนี้อย่างไรตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

วิธีเที่ยวชมภูมิภาคที่น่าตื่นตาตื่นใจนี้อย่างคุ้มค่ามากที่สุดเห็นจะเป็นการเข้าร่วมกับเดย์ทัวร์แบบเช้าไปเย็นกลับที่จะพาคุณไปดูสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญตั้งแต่อาสยา (Askja) ไปจนถึงมิวาทน์ ทริปนี้ใช้เวลา 12 ชั่วโมงและครอบคลุมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่มีทั้งหมดแบบไม่พลาดแม้แต่แห่งเดียว

ระหว่างที่เข้าร่วมกับทัวร์หนึ่งวันเต็มนี้ คุณจะได้พักจากการขับรถและการดูแผนที่ เนื่องจากจะมีรถพร้อมไกด์มารับคุณ และคุณจะมีเวลาเหลือเฟือในการชมความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของภูมิภาคนี้ อีกทั้งยังสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมพิเศษอย่างการไปแช่น้ำอุ่นในปากปล่องภูเขาไฟได้ด้วย นอกจากนี้คุณยังจะได้ไปดูพื้นที่ที่มีบรรยากาศเหมือนอยู่บนดาวดวงอื่น ซึ่งเคยถูกใช้เป็นสนามฝึกซ้อมสำหรับภารกิจโครงการอะพอลโลที่ไปเยือนดวงจันทร์ในยุค 60 มาก่อนหน้านี้ และในปี 2020 ก็เพิ่งใช้เป็นสนามทดสอบสำหรับภารกิจไปดาวอังคารขององค์การนาซ่า

คืนนี้คุณจะพักอยู่ในอาคูเรย์ริเป็นคืนสุดท้าย

อ่านเพิ่ม
วัน 9
ซันโวยาจเจอร์ในเมืองเรคยาวิกลเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยของไอซ์แลนด์

วัน 9 - กลับสู่เรคยาวิก

วันนี้คุณจะเดินทางจากอาคูเรย์ริและกลับไปยังเรคยาวิกเมืองหลวง ระหว่างทางคุณจะขับรถไปตามชายฝั่งตะวันตกที่สวยงามที่มีทั้งน้ำตก น้ำพุร้อน และชุมชนเก่าแก่ คุณจะเดินทางผ่านฟยอร์ดเอยาฟยอร์ดูร์และอาจจะอยากแวะชมเมืองเฮยกาเนส (Hauganes) ที่สวยแปลกตา และมีบรรยากาศเงียบสงบตามแบบฉบับของชีวิตในชนบท จึงเหมาะแวะยืดเส้นยืดสายและชมวิวเป็นอย่างยิ่ง

จากนั้นคุณจะมุ่งหน้าไปทางตะวันตกผ่านทิวทัศน์อันกว้างใหญ่และฟยอร์ด และคุณควรแวะไปชมหินฮวิทแซร์กูร์ (Hvitserkur) โขดหินขรุขระรูปร่างสูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลด้วย หินนี้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีคนแวะมาถ่ายภาพมากที่สุดในไอซ์แลนด์ เนื่องจากมีรูปลักษณ์ที่แปลกตาน่าสนใจและสามารถมองเห็นเป็นสิ่งต่างๆ ได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับจุดที่คุณไปยืนดู และตามตำนานของไอซ์แลนด์บอกว่าหินนี้คือโทรลล์ที่จบชีวิตลงหลังจากที่โดนพระอาทิตย์ตอนเช้าสาดแสงเข้าใส่

เมื่อเดินทางต่อไปทางทิศตะวันตกในที่สุดคุณก็จะเดินทางไปถึงเมืองฮูสาแฟลล์ (Husafell) ซึ่งจากที่นั่นคุณสามารถเลือกไปเข้าร่วมกับทัวร์เที่ยวถ้ำลาวาได้ ทัวร์นี้จะพาคุณลงไปผจญภัยในหนึ่งในถ้ำลาวาที่ใหญ่ที่สุดในโลก และคุณจะได้เห็นโลกใต้ดินที่เต็มไปด้วยหินลาวาที่เกิดจากการปะทุเมื่อกว่าหนึ่งพันปีมาแล้ว

จากนั้นคุณจะเดินทางมุ่งหน้าไปทางใต้เพื่อกลับเรคยาวิก แต่คุณก็ยังสามารถแวะที่สปาธรรมชาติเครยมา (Krauma) เพื่อแช่น้ำอุ่น หรือไปรับประทานเมนูอร่อยจากวัตถุดิบในท้องถิ่นได้ที่ร้านอาหารของสปา

ก่อนที่คุณจะกลับเข้าเมือง คุณอาจจะอยากเข้าไปเที่ยวชมข้างในภูเขาไฟทรีฮนูคาร์กีกูร์ (Thrihnukagigur) กันก่อน โถงแมกมาที่นี่เต็มไปด้วยสีสันและรูปทรงที่งดงามอย่างไม่น่าเชื่อ และในทัวร์ชมด้านในภูเขาไฟนี้ คุณจะถูกหย่อนลงไปในใจกลางถ้ำลาวาเพื่อชื่นชมภาพความประทับใจที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟเมื่อนานมาแล้ว

เมื่อไปถึงเมืองเรคยาวิกหากคุณยังมีเวลาเหลือ คุณสามารถไปเที่ยวที่ฟลายโอเวอร์ไอซ์แลนด์ (FlyOver Iceland) ได้อีกแห่ง แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่นี้ผสมผสานเทคนิคของภาพยนตร์ระดับ HD การเล่าเรื่อง การฉายภาพ และความสนุกตื่นเต้นของสวนสนุกเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นประสบการณ์สุดพิเศษ ส่วนที่น่าตื่นเต้นที่สุดของฟลายโอเวอร์ไอซ์แลนด์คือเที่ยวบินจำลองที่พาคุณขึ้นไปอยู่เหนือสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศโดยที่ตัวคุณยังอยู่บนพื้นดิน

สำหรับคืนสุดท้ายในไอซ์แลนด์คุณจะพักอยู่ในเมืองหลวง และมีโอกาสเที่ยวในเรคยาวิกได้อีก ดังนั้นหากมีสถานที่ไหนในเรคยาวิกที่คุณยังไม่ได้ไปชม คุณควรใช้เวลาในวันนี้เพื่อทำสิ่งนั้น หรือคุณจะออกไปสัมผัสสีสันของชีวิตกลางคืนในเมืองก็ได้

อ่านเพิ่ม
วัน 10
ใช้เวลาช่วงฤดูร้อนของคุณในเรคยาวิกกับทัวร์ขับรถเที่ยวเองช่วงฤดูร้อน

วัน 10 - วันเดินทางกลับ

วันนี้เป็นวันที่คุณจะเดินทางกลับบ้าน คุณอาจจะรู้สึกเศร้าที่ต้องบอกลาไอซ์แลนด์ แต่วันนี้คุณก็ยังสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมก่อนกลับบ้านได้อีก ผู้ที่มีเที่ยวบินในช่วงสายสามารถเลือกไปเที่ยวบลูลากูนในวันนี้ได้ เพื่อปิดทริปแบบผ่อนคลายก่อนที่จะเดินทางไปสนามบิน ซึ่งบลูลากูนเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับมาแช่น้ำแร่ร้อนให้ร่างกายหายเมื่อยล้าในขณะที่นึกย้อนไปถึงประสบการณ์การผจญภัยสนุกๆ ที่คุณเพิ่งสัมผัสมาในดินแดนแห่งน้ำแข็งและไฟ หากเที่ยวบินของคุณออกในช่วงเย็นหรือค่ำ คุณก็ยิ่งมีกิจกรรมให้ทำในเรคยาวิกได้อีกมาก แต่หากเที่ยวบินของคุณอยู่ในช่วงเช้า เราก็ขอให้คุณเดินทางกลับบ้านอย่างมีความสุข

อ่านเพิ่ม

สิ่งที่ควรนำไป

เสื้อผ้าที่อบอุ่นและกันน้ำ
รองเท้ากันน้ำสภาพดี
ชุดว่ายน้ำและผ้าเช็ดตัว
กล้องถ่ายรูป
ใบขับขี่

สิ่งที่ควรรู้

ทริปขับรถเที่ยวครั้งนี้สามารถเริ่มต้นออกเดินทางได้จากทั้งในเมืองเรคยาวิก หรือสนามบินนานาชาติเคฟลาวิก ผู้ที่ทำหน้าที่ขับรถจะต้องมีใบอนุญาตขับขี่ที่ยังไม่หมดอายุและมีประสบการณ์ในการขับรถบนท้องถนนอย่างน้อยหนึ่งปี ทั้งนี้แผนการท่องเที่ยวที่จัดไว้อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับวันเวลาที่คุณเดินทางมาถึงไอซ์แลนด์ด้วย และแม้ว่าทริปนี้จะอยู่ในช่วงหน้าร้อน แต่อากาศที่ไอซ์แลนด์ก็ไม่สามารถคาดเดาได้ คุณต้องเตรียมเสื้อผ้ามาให้เหมาะสมกับสภาพอากาศด้วย

ที่พัก

ดูระดับของที่พักของเราที่ด้านล่างนี้ และดูรายชื่อผู้ให้บริการที่พักที่เราแนะนำได้ที่ใต้แผนการเดินทางในแต่ละวัน ที่พักระดับซูเปอร์บัดเจทจะเป็นโฮสเทลและเตียงนอนแบบหอพักรวม ส่วนระดับอื่นๆ นั้น หากจองเข้าพักเพียงท่านเดียวจะได้รับห้องแบบซิงเกิล หากจองเข้าพักสองท่านขึ้นไปจะได้ห้องพักที่มีเตียงทวิน/เตียงดับเบิ้ล หรือเตียงทริปเปิ้ล

สำหรับวัยรุ่นและเด็กจะถูกจัดให้พักห้องเดียวกับผู้ปกครอง หากต้องการห้องเพิ่มจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เมื่อคุณทำการจองกับเรา Guide to Iceland จะจัดหาที่พักที่ดีที่สุดจากพันธมิตรที่เราแนะนำให้กับคุณ ทั้งนี้ คุณภาพของโรงแรมที่พักในแต่ละพื้นที่ของไอซ์แลนด์อาจมีความแตกต่างกัน และเนื่องจากจำนวนที่พักมีอยู่อย่างจำกัดมาก หากที่พักพันธมิตรที่เราแนะนำถูกจองเต็มหมดแล้วในวันที่คุณต้องการ เราจะจัดหาที่พักอื่นที่อยู่ในระดับเดียวกันให้กับคุณตามความเหมาะสม

ที่พักระดับควอลิตี้นั้นไม่ได้มีให้บริการในทุกพื้นที่ หากไม่มีที่พักระดับควอลิตี้ในพื้นที่ที่คุณต้องการ เราจะจัดหาที่พักระดับคอมฟอร์ทให้แทน โดยจะเลือกอัปเกรดห้องให้มีราคาสอดคล้องกับที่พักระดับควอลิตี้ เราจะพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อหาที่พักให้ตรงกับความต้องการพิเศษที่คุณมี ซึ่งบางครั้งอาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม กรุณาระบุวันที่ที่คุณต้องการเดินทางเพื่อตรวจสอบจำนวนที่ว่าง

บัดเจท

ห้องพักพร้อมห้องน้ำรวมในฟาร์มเฮ้าส์ เกสต์เฮ้าส์ หรือโฮสเทล อยู่ในทำเลดีใกล้สถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุด ไม่รวมอาหารเช้า

คอมฟอร์ท

ห้องพักพร้อมห้องน้ำส่วนตัวในโรงแรมระดับ 3 ดาว หรือเกสต์เฮาส์คุณภาพ ทำเลใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุด รวมอาหารเช้า

รถยนต์

ด้านล่างนี้คือตัวเลือกการเช่ารถสำหรับทัวร์ขับรถเที่ยวเอง รถทุกคันของเราเป็นรถรุ่นใหม่หรือรุ่นปัจจุบัน โดยมีอายุไม่เกิน 2 ปี รถระดับซูเปอร์บัดเจทจะมาพร้อมกับประกันที่มีค่าเสียหายส่วนแรก (CDW) ซึ่งเป็นประกันมาตรฐาน ในขณะที่ระดับอื่นๆ ทั้งหมดจะรวมประกันกรวด (GP) และประกันประเภทไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก (SCDW)

ข้อควรรู้: การขับรถออกนอกเขตถนนถือเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายสำหรับรถยนต์ทุกประเภท รถทุกระดับมี GPS และ Wi-Fi ให้ฟรี คุณสามารถเพลิดเพลินกับการใช้อินเทอร์เน็ตได้ไม่จำกัดด้วยอุปกรณ์ Wi-Fi ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้สูงสุด 10 เครื่องพร้อมกัน ผู้ให้บริการรถเช่ามีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนถนนตลอด 24 ชั่วโมง ข้อกำหนดด้านอายุของผู้ขับขี่สำหรับแต่ละระดับสามารถดูได้ที่ด้านล่าง แต่ไม่ว่ารถระดับใด ผู้ขับขี่จะต้องมีใบอนุญาตขับขี่ที่ถูกต้องอย่างน้อยหนึ่งปีก่อนวันที่เช่า เราขอแนะนำให้เลือกใช้รถระดับบัดเจทแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับการขับขี่ในฤดูร้อน และระดับคอมฟอร์ทแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับการขับขี่ในฤดูหนาว

ซูเปอร์บัดเจท 2WD

รถขนาดเล็กขับเคลื่อนสองล้อ เช่น Toyota Aygo หรือรุ่นใกล้เคียง เหมาะสำหรับการเดินทางประจำวันทั่วไป มีขนาดกะทัดรัดและสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารไม่เกิน 2 คน พร้อมกระเป๋าสัมภาระไม่มาก ไม่สามารถขับขี่ในไฮแลนด์ได้ ผู้ขับขี่ต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป

บัดเจท 2WD

รถขนาดมาตรฐานขับเคลื่อน 2 ล้อ เช่น Toyota Yaris หรือรุ่นใกล้เคียง เหมาะสำหรับการเดินทางประจำวันทั่วไป มีความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสาร 3 คน พร้อมกระเป๋าสัมภาระไม่มาก ไม่สามารถขับขี่ในไฮแลนด์ได้ ผู้ขับขี่ต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป

บัดเจท 4x4

รถจี๊ปหรือเอสยูวีขับเคลื่อนสี่ล้อขนาดมาตรฐาน เช่น Dacia Duster หรือรุ่นใกล้เคียง มีความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารไม่เกิน 3 คน พร้อมกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ 2 ใบ เหมาะสำหรับการเดินทางเกือบทุกแบบ รวมถึงการขับขี่บนหิมะและถนนลาดยาง สามารถขับขี่แบบพื้นฐานในไฮแลนด์ได้ ผู้ขับขี่ต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป

คอมฟอร์ท 4x4

รถจี๊ปหรือเอสยูวีขับเคลื่อนสี่ล้อขนาดกลาง เช่น Toyota Rav4 (เกียร์อัตโนมัติ) Suzuki Vitara (เกียร์ธรรมดา) หรือรุ่นใกล้เคียง มีความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารไม่เกิน 4 คน พร้อมกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ 3 ใบ เหมาะสำหรับการเดินทางเกือบทุกแบบ รวมถึงการขับขี่บนหิมะและถนนลาดยาง สามารถขับขี่แบบพื้นฐานในไฮแลนด์ได้ ผู้ขับขี่ต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป

รถหรู 4x4

รถจี๊ปขับเคลื่อนสี่ล้อขนาดใหญ่ เช่น Toyota Land Cruiser หรือรุ่นใกล้เคียง มีความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารไม่เกิน 4 คน พร้อมกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ 4 ใบ เหมาะสำหรับการเดินทางเกือบทุกแบบ สามารถขับขี่ในไฮแลนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ขับขี่ต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป

รถตู้

รถตู้ขนาดใหญ่ 9 ที่นั่ง เช่น Mercedes Benz Vito หรือรุ่นใกล้เคียง (ขับเคลื่อนสี่ล้อ เกียร์ธรรมดา สามารถขับขี่ในไฮแลนด์ได้) รองรับผู้โดยสารได้ 5-7 คน นั่งสบายและเหมาะสำหรับการขับขี่ในฤดูหนาว หากจำนวนผู้โดยสารเต็มทุกที่นั่งจะมีพื้นที่เก็บสัมภาระลดน้อยลง ผู้ขับขี่ต้องมีอายุ 23 ปีขึ้นไป

ข้อตกลงของการบริการ

รีวิวที่รับรองแล้ว

ทัวร์ที่คล้ายกัน