
ยูลแลด (Yule Lads) ของไอซ์แลนด์คือใคร ดาวเด่นในช่วงเทศกาลคริสต์มาสในไอซ์แลนด์จะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่ซานตาคลอสใช่ไหมล่ะ นางยักษ์กรีลา (Gryla) มีบทบาทอะไรในตำนานคริสต์มาสของไอซ์แลนด์ และเจ้าแมวคริสต์มาสแคท (Christmas Cat) คือใคร อ่านบทความนี้ต่อหากคุณอยากรู้เกี่ยวกับยูลแลด ตัวละครที่สำคัญที่สุดสำหรับเทศกาลคริสต์มาสของประเทศไอซ์แลนด์!
คริสต์มาสในไอซ์แลนด์คือช่วงเวลาแห่งแสงไฟระยิบระยับ การเฉลิมฉลอง อาหารแสนอร่อย และ…ความน่ากลัว มันอาจฟังดูเวอร์ไปสักหน่อย แต่ไอซ์แลนด์มีตำนานคริสต์มาสสุดแปลกและเป็นเอกลักษณ์ ที่อยู่คู่กับชาวไอซ์แลนด์มานานหลายศตวรรษ!
ทำไมคุณถึงวางใจในเนื้อหาของเราได้
Guide to Iceland คือแพลตฟอร์มท่องเที่ยวที่น่าเชื่อถือที่สุดในไอซ์แลนด์ ในแต่ละปี เราช่วยเหลือนักท่องเที่ยวหลายล้านคน เนื้อหาทั้งหมดของเราเขียนและตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นที่รู้จักไอซ์แลนด์อย่างลึกซึ้ง คุณจึงมั่นใจได้ว่าคำแนะนำด้านการท่องเที่ยวของเรามีความถูกต้อง ทันสมัย และเชื่อถือได้
-
ดูเพิ่มเติม: ทัวร์และแพ็กเกจคริสต์มาสที่ดีที่สุด
แทนที่จะเป็นซานตาคลอสผู้แสนอบอุ่นแบบที่หลายประเทศในโลกตะวันตกรู้จัก ยูลแลด (Yule Lads) หรือเด็กแห่งคริสต์มาสทั้ง 13 ของไอซ์แลนด์กลับมีชื่อเสียงเรื่องความซุกซนและการกลั่นแกล้งผู้คน ส่วนแม่ของพวกเขา กรีลา (Gryla) คือนางยักษ์สุดน่ากลัวที่คอยลักพาตัวและกินเด็กที่ประพฤติตัวไม่ดี และถ้าคุณไม่ได้เสื้อผ้าใหม่ก่อนถึงช่วงคริสต์มาส ก็อาจต้องระวังการมาเยือนของแมวคริสต์มาส (Yule Cat) แมวของนาง ซึ่งมีรสนิยมด้านอาหารไม่ต่างกัน!
อ่านต่อเพื่อทำความรู้จักกับเหล่ายูลแลดของไอซ์แลนด์ แม่ผู้แสนน่ากลัวของพวกเขา และตำนานแมวคริสต์มาส ก่อนออกเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศคริสต์มาสในไอซ์แลนด์ของจริงด้วยตัวคุณเอง!
สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับยูลแลดของชาวไอซ์แลนด์
ตลอดทั้งปี หลายคนเชื่อว่าซานตาคลอสทั้ง 13 ของไอซ์แลนด์ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำลาวาดิมมูบอร์กีร์ (Dimmuborgir) ในแถบพื้นที่มิวาทน์ (Myvatn) ในทางตอนเหนือของไอซ์แลนด์ แต่บางตำนานก็เชื่อว่าพวกนี้อาศัยอยู่บนภูเขาลูกใดลูกหนึ่ง และในช่วงวันที่ 11-24 ธันวาคมจะเดินทางจากบ้านมาทีละตนๆ เพื่อมาก่อกวนจนครบ 13 วัน และแต่ละตนก็มีพฤติกรรมแตกต่างกันไป ตั้งแต่ซุกซนไปจนถึงน่ากลัว ซึ่งพวกเขาจะออกป่วนไปทั่วประเทศจนกว่าจะสิ้นสุดเทศกาลคริสต์มาส
-
ดูเพิ่มเติม: ตลาดคริสต์มาสในเรคยาวิก
ยูลแลดทั้ง 13 เป็นส่วนหนึ่งของประเพณีคริสต์มาสของประเทศนี้มาอย่างยาวนาน ไม่ต่างจากการให้หนังสือเป็นของขวัญในช่วงคริสต์มาสของชาวไอซ์แลนด์และการรับประทานเนื้อแกะรมควัน
ปัจจุบันภาพลักษณ์ของพวกยูลแลดส่วนใหญ่ถูกปรับเปลี่ยนให้ดูดีขึ้น แทนที่จะถูกวาดภาพว่าเป็นโทรลที่กระทำความผิดมากมาย พวกเขามักจะสวมเสื้อผ้าสีแดงและขาวแบบดั้งเดิม มีเคราฟู และยิ้มแย้มแจ่มใส และจากที่ชอบแกล้งรังควาญชาวบ้าน ก็เปลี่ยนมาเป็นหย่อนของขวัญทิ้งเอาไว้ในรองเท้าที่เด็กๆ นำไปวางไว้บนขอบหน้าต่างแทนคล้ายๆ กับที่ในวัฒนธรรมของชาติอื่นมีการนำถุงเท้าไปแขวนหน้าเตาผิง และจากเดิมที่ถ้าเด็กชาวไอซ์แลนด์คนไหนเป็นเด็กดื้อทำตัวไม่ดี พวกเขาก็จะต้องตื่นเช้ามาพบกับถ่านหิน ก็ถูกเปลี่ยนเป็นว่าจะได้เจอกับหัวมันฝรั่งอยู่ในรองเท้าแทน
ถึงแม้ว่ายูลแลดจะผ่านการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แต่รูปลักษณ์และนิสัยแบบเก่าๆ ของพวกเขาก็บอกเล่าอะไรได้หลายอย่างเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และตำนานพื้นบ้านของไอซ์แลนด์ และยังเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ทั่วโลกมีวิธีการเฉลิมฉลองเทศกาลนี้แตกต่างกันไป
ยูลแลดทั้งสิบสามแห่งไอซ์แลนด์
ภาพจาก พบกับยูลแลดที่ดิมมูบอร์กีร์ มิวาทน์
ในวัฒนธรรมสมัยใหม่ เมื่อถึงช่วงคริสต์มาสยูลแลดทั้ง 13 จะลงมาจากภูเขาเพื่อไปร่วมงานเฉลิมฉลองทั่วประเทศ พวกเขาจะเล่นกับเด็กๆ ให้ความสนุกสนานกับผู้คน และมีส่วนช่วยทำให้ไอซ์แลนด์ในช่วงคริสต์มาสมีความสุขมากยิ่งขึ้น แต่เรื่องนี้ก็เป็นตำนานพื้นบ้านไอซ์แลนด์ในเวอร์ชันปรับแต่งใหม่เพื่อให้มีความเหมาะสมกับครอบครัวมากขึ้น
แม้ว่าพวกยูลแลดจะไม่ได้สืบทอดการกินเนื้อคนมาจากแม่ของพวกเขา แต่โทรลล์คริสต์มาสแห่งไอซ์แลนด์ก็ยังเป็นที่หวาดกลัวของเด็กๆ ทั่วไปอยู่เนื่องจากมีพฤติกรรมประหลาด แม้แต่ผู้ใหญ่ในไอซ์แลนด์ก่อนยุคอุตสาหกรรมก็เชื่อเรื่องโทรลล์กันเป็นส่วนใหญ่ และหลายคนก็หวาดระแวงกลัวว่าคริสต์มาสยูลแลดเหล่านี้จะเป็นความจริง
ชื่อของพี่น้องยูลแลดต่างสะท้อนถึงลักษณะนิสัยเฉพาะตัว ซึ่งได้ระบุไว้ตามลำดับด้านล่างนี้
Stekkjastaur | Sheep Cote Clod
ภาพประกอบโดย Haukur Valdimar Pálsson
ยูลแลดตนแรกที่เดินทางลงมาจากภูเขาและออกก่อกวนไปทั่วไอซ์แลนด์ชื่อว่าสเต็กก์จาสทอร์ (Stekkjastaur) หรือภาษาอังกฤษเรียก 'Sheep-Cote Clod' โดยหน้าที่ของยูลแลดตนนี้คือคอยรังควาญแกะที่คนเลี้ยงไว้ตามบ้านเรือนต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 12-26 ธันวาคม
โดยปกติแล้วชาวไอซ์แลนด์มักจะเก็บแกะไว้ใต้ดินในฤดูหนาว เมื่อไหร่ที่เสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนแสดงถึงความทุกข์ทรมานของพวกมันดังก้องเข้าไปในบ้าน นั่นแสดงว่าสเต็กก์จาสทอร์พบพวกมันเข้าแล้ว และแม้ว่าเสียงดังกล่าวจะพบได้บ่อยในฤดูหนาวที่มีพายุพัดกระหน่ำถาโถมเข้าใส่ฝูงสัตว์เป็นประจำ แต่มันจะยิ่งทวีความน่าวิตกมากขึ้นเมื่อคิดว่าแกะเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญกับฟาร์มทุกแห่งเป็นอย่างมาก
แม้จะเป็นโทรลล์ที่น่ากลัว แต่สเต็กก์จาสทอร์ก็เหมือนกับพี่น้องอีกหลายตนที่มีความพิกลพิการไม่สมประกอบ โดยเจ้าโทรลล์ตนนี้มีขาที่แข็งทื่อ ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำเมื่อได้ยินเสียงโทรลล์ข่มขู่สัตว์ในบ้านก็คือให้อดทนรอสักหน่อยเดี๋ยวมันก็จากไปเอง เพราะมันจะต้องเข้าบ้านอื่นๆ ด้วย เพื่อหาเหยื่อให้ได้มากที่สุดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
Giljagaur | Gully Gawk
ภาพประกอบโดย Haukur Valdimar Pálsson
กิลยากร์ (Giljagaur) หรือ 'Gully Gawk' เป็นยูลแลดไอซ์แลนด์ตนที่สองที่มาเยือนชุมชนที่มนุษย์อาศัยอยู่ โดยจะซ่อนตัวอยู่ในท่อหรือร่องน้ำรอบๆ บ้าน รอจนกว่าชาวบ้านจะหลับ แล้วค่อยบุกเข้าไปในคอกวัวเพื่อขโมยนม
ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ครอบครัวชาวไอซ์แลนด์ใช้ทำซอสสำหรับรับประทานในช่วงคริสต์มาส นี่ยังไม่นับสกีร์ (Skyr) ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านของชาวไอซ์แลนด์อีกอย่างด้วย
และแม้ว่าสมัยนั้นจะมีแค่คนรวยเท่านั้นที่สามารถเป็นเจ้าของวัวได้ แต่คนจนส่วนมากก็อาศัยอยู่ในฟาร์มของคนรวย ดังนั้นการกระทำของโทรลล์ขโมยนมจึงกระทบกับคนจำนวนมาก
Stufur | Stubby
ภาพประกอบโดย Haukur Valdimar Pálsson
ยูลแลดตัวที่สามชื่อสตูฟูร์ (Stufur) หรือ 'Stubby' ผู้รับหน้าที่ก่อกวนชาวบ้านทั่วไอซ์แลนด์ในช่วงคริสต์มาสตั้งแต่วันที่ 14 ถึง 26 ธันวาคม โดยจะขโมยกระทะในครัว เพื่อกินเศษขนมอบอร่อยๆ ที่ยังเหลือติดอยู่ และเจ้าโทรลล์ตัวนี้กินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่มเสียด้วย
แม้ว่าสิ่งนี้อาจดูเหมือนไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง แต่ในอดีตหม้อและกระทะเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างเหลือเชื่อในไอซ์แลนด์ เพราะไอซ์แลนด์ไม่ได้มีเหล็กหรืออุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นของตัวเอง สินค้าดังกล่าวต้องนำเข้ามาและมีราคาแพงมาก และสำหรับบางครอบครัวที่ยากจนสิ่งเหล่านี้ถือเป็นทรัพย์สินล้ำค่าเพียงอย่างเดียวที่พวกเขามี
Thvorusleikir | Spoon-Licker
ภาพประกอบโดย Haukur Valdimar Pálsson
โทวรูสเลกิร์ (Thvorusleikir) ยูลแลดตัวที่สี่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า 'Spoon-Licker' โทรลล์คริสต์มาสตัวนี้ออกตระเวนก่อกวนทั่วประเทศในวันที่ 15 ธันวาคมของทุกปี โดยจะบุกเข้าไปในบ้านของชาวไอซ์แลนด์เพื่อเลียช้อนกินเศษอาหาร
พฤติกรรมของโทวรูสเลกิร์เป็นผลพวงมาจากความพิการที่แปลกประหลาดของเขา เขามีรูปร่างผ่ายผอมอย่างไม่น่าเชื่อจากการขาดสารอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกมากในหมู่โทรลล์ซึ่งมักจะมีรูปร่างอ้วนและกำยำ
เรื่องราวของเจ้าโทรลล์เลียช้อนตัวนี้ถูกนำมาใช้สอนเด็กๆ เช่นเดียวกับเรื่องของยูลแลดตนอื่นๆ แต่อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปอย่างเช่นเด็กๆ ควรกินอาหารให้เกลี้ยงไม่เหลือติดช้อน
Pottaskefill | Pot-Scraper
ภาพประกอบโดย Haukur Valdimar Pálsson
พอตตาสเกฟิลล์ (Pottaskefill) หรือที่รู้จักกันในภาษาอังกฤษว่า 'Pot-Scraper' ก็เหมือนกับพี่น้องอีกหลายคนที่ออกมาแสดงตลกร้ายในช่วงคริสต์มาสด้วยนิสัยตระกละตะกลาม เจ้าตัวนี้จะบุกเข้าไปตามบ้านเรือนหลังแล้วหลังเล่าเพื่อค้นหาหม้อซอส และเก็บเศษเนื้อย่าง เศษผัก หรืออะไรก็ได้ที่เหลืออยู่ในถาดหรือกระทะใส่ปาก
ซึ่งก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรื่องราวของพอตตาสเกฟิลล์ถูกสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เด็กทานอาหารให้เรียบร้อยหมดเกลี้ยง เพราะอาหารที่เหลืออาจจะส่งกลิ่นเรียกโทรลล์ให้มาเยือน ซึ่งเมื่อก่อนอาหารเป็นของมีค่าที่ชาวไอซ์แลนด์ต้องถนอมเก็บไว้กินตลอดฤดูหนาวอันยาวนาน ดังนั้นใครกินเหลือจึงมักจะถูกตำหนิอย่างแรง เพราะหากอาหารหมดก่อนที่ฤดูร้อนจะมาถึงก็คงไม่มีใครอยากออกเรือไปจับปลาในทะเลที่ปั่นป่วนในหน้าหนาว หรือออกไปเชือดสัตว์ท่ามกลางอากาศหนาวจัด
Askasleikir | Bowl-Licker
ภาพประกอบโดย Haukur Valdimar Pálsson
นอกจากจะมี Gully-Gawk ขโมยนม Stubby แคะเศษอาหารติดกระทะ Pot-Scraper กินเศษอาหารที่เหลือ และ Spoon-Licker ที่ผ่ายผอมรอเลียเศษอาหารจากช้อนแล้วก็ยังมีโทรลล์ตัวที่หกชื่ออาสกาสเลกิร์ (Askasleikir) อีก ซึ่งเจ้าตัวนี้น่าจะมีพฤติกรรมในการหาอาหารที่ประหลาดที่สุด
ชื่อภาษาอังกฤษของอาสกาสเลกิร์คือ 'Bowl-Licker' และเจ้านี่ก็ชอบซดเศษซุปที่เหลือติดชาม หรืออาสกูร์ "askur" ซึ่งเป็นชามแกะจากไม้และมีฝาปิดแบบไอซ์แลนด์ แต่วิธีที่โทรลล์ตนนี้กินอาหารนั้นสร้างความน่าตกใจหน่อยๆ
ในแต่ละคืนอาสกาสเลกิร์จะแอบอยู่ใต้เตียงรอให้เด็กๆ กินซุปหรือพุดดิ้งมื้อดึกเสร็จก่อน และเมื่อเด็กๆ อิ่มแล้ว มันก็จะหยิบชามมาซดอาหารที่เหลือต่อ บางทีเรื่องนี้อาจถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เด็กๆ รีบเข้านอนทันทีที่ผู้ใหญ่บอก หรือเป็นอุบายไม่ให้เด็กกินของว่างมื้อดึกอีกเพราะจะเป็นการชักนำสัตว์ประหลาดมาใต้เตียง
Hurdaskellir | Door-Slammer
ภาพประกอบโดย Haukur Valdimar Pálsson
ฮูร์ดาสเกลลิร์ (Hurdaskellir) เรียนรู้วิธีก่อกวนมาจากเรื่องแต่งที่เก่าแก่ที่สุดเรื่องหนึ่ง ในภาษาอังกฤษชื่อของเขาคือ 'Door-Slammer' และเจ้าโทรลล์ตัวนี้ก็ตั้งใจใช้เวลาสิบสามวันในช่วงเทศกาลวันหยุดเพื่อแกล้งคนด้วยการกระแทกประตูเสียงดังๆ
โดยจะแอบเข้าออกบ้านหลังนู้นหลังนี้ไปเรื่อยๆ ไม่เว้นแม้แต่แถบปลายฟยอร์ดทางตะวันตก และใจกลางเมืองเรคยาวิกที่พลุกพล่านเพื่อกระแทกประตูบ้านให้คนตกใจตื่นให้ได้มากที่สุดไปจนกระทั่งถึงสิ้นเดือน
และไม่ต้องสงสัยเลยว่าด้วยลมที่พัดแรงในฤดูหนาวของไอซ์แลนด์และลักษณะของบ้านเทิร์ฟแบบไอซ์แลนด์ที่ไม่ได้มั่นคงถาวรนัก เด็กจำนวนมากมายจึงต้องหวาดผวาตกใจตื่นในช่วงเทศกาลคริสต์มาส โดยเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมว่าเสียงที่ได้ยินคือเสียงฮูร์ดาสเกลลิร์มาเยือนบ้านของพวกเขา
Skyrgamur | Skyr-Gobbler
ภาพประกอบโดย Haukur Valdimar Pálsson
ใครก็รู้ว่าช่วงเทศกาลคริสต์มาสจะมีอาหารจานพิเศษของปีให้เพลิดเพลินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ปีกปรุงสุกหอม ถั่วอบ พายเนื้อบด ขนมปังขิง ซินนามอนโรล และขนมอีกมากมาย แต่สำหรับชาวไอซ์แลนด์เมนูพิเศษในช่วงนี้มีอยู่อย่างหนึ่งที่น่าสนใจมาก และนั่นก็คือสกีร์ (Skyr) ที่หอมมันอร่อย
เมนูจากนมเมนูนี้มีรสอร่อยและดีต่อสุขภาพด้วย และยังถือว่าเป็นของโปรดของชาวไอซ์แลนด์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับเมนูพิสดารอย่างปลาฉลามหมักและอัณฑะของแกะ
แม้จะสามารถกินสกีร์ได้ตลอดทั้งปี แต่สกีร์ในช่วงคริสต์มาสจะมีความอร่อยมากเป็นพิเศษ เพราะเสิร์ฟมาเพื่อตัดเลี่ยนจากการรับประทานเนื้อย่างก้อนใหญ่ตามแบบฉบับของมื้อพิเศษในวันเทศกาล
และว่ากันตามตำนานในช่วงคริสต์มาสของชาวไอซ์แลนด์ ไม่ได้มีแค่มนุษย์เท่านั้นที่อยากกินสกีร์ แม้แต่ยูลแลดเองก็ชอบเมนูนี้เช่นกัน โดยสกีร์เป็นของโปรดของยูลแลดไอซ์แลนด์ตัวที่แปดที่มีชื่อเรียกว่าสกีร์กามูร์ (Skyrgamur) หรือ 'Skyr-Gobbler'
ตั้งแต่วันที่ 18 ถึงวันที่ 30 อาหารอันโอชะประจำชาติของชาวไอซ์แลนด์ ซึ่งสามารถใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารทั้งคาวและหวานนี้จะถูกเฝ้าระวังอย่างดีไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของโทรลล์ชั่วร้ายตนนี้
Bjugnakraekir | Sausage-Snatcher
ภาพประกอบโดย Haukur Valdimar Pálsson
การรมควันเนื้อสัตว์เป็นวิธีการปรุงอาหารยอดนิยมในไอซ์แลนด์ โดยตลอดทั้งปีชาวไอซ์แลนด์นิยมรับประทานปลารมควัน แกะรมควัน รวมถึงไส้กรอกรมควันที่เรียกว่า "บยูกา" (bjuga)
แต่ตั้งแต่คืนวันที่ 20 เป็นต้นไปผู้คนต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษในการเตรียมไส้กรอกบยูกา เพราะว่าเป็นอาหารเพียงอย่างเดียวที่ตกเป็นเป้าหมายของยูลแลดชื่อบยูกนากราเอกิร์ (Bjugnakraekir) หรือ ‘Sausage-Snatcher’
โดยเจ้าโทรลล์จะมาขโมยไส้กรอกแสนอร่อยของชาวไอซ์แลนด์ โดยแอบย่องเข้าบ้านและห้อยตัวอยู่บนขื่อเพื่อรอให้อาหารเย็นปรุงจนเสร็จแล้วมันจึงค่อยโหนตัวลงมาฉกไป
Gluggagaegir | Window-Peeper
ภาพประกอบโดย Haukur Valdimar Pálsson
ยูลแลดลำดับที่สิบที่ลงเขามาในช่วงคริสต์มาสน่าจะเป็นตัวที่ประหลาดที่สุดแล้ว ตัวนี้ชื่อว่ากลูกกาแกกิร์ (Gluggagægir) หรือ ‘Window-Peeper’
ฤดูหนาวของไอซ์แลนด์เต็มไปด้วยความมืดมิด โดยในช่วงคริสต์มาสจะมีแสงสว่างเพียงวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้เด็กๆ มักจะหวาดกลัวเวลาที่ต้องเดินผ่านหน้าต่างบ้านในคืนวันคริสต์มาส และมักจินตนาการว่ามีโทรลล์กำลังยืนแอบดูพวกเขาอยู่ที่หน้าต่าง
เช่นเดียวกับยูลแลดตัวอื่นๆ พฤติกรรมของกลูกกาแกกิร์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกให้เด็กๆ กลัวความมืดจนไม่กล้าออกไปเล่นข้างนอกในฤดูหนาว และยังเป็นสิ่งที่คอยเตือนเด็กๆ ว่ากรีลายักษ์กินเด็กนั้นมีสมุนคอยสอดส่องหาเด็กที่ไม่เชื่อฟังอยู่ทั่วไอซ์แลนด์
Gattathefur | Doorway-Sniffer
ภาพประกอบโดย Haukur Valdimar Pálsson
กัตตาเทเฟอร์ (Gattathefur) หรือ ‘Doorway-Sniffer’ อาจจะเข้ามามีบทบาทในตำนานพื้นบ้านเนื่องจากเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านบ้านเทิร์ฟของชาวไอซ์แลนด์ โดยโทรลล์ตัวนี้เหมือนกับ Window-Peeper และ Door-Slammer ตรงที่พวกมันแอบเข้ามาในบ้านเพื่อสร้างความหวาดผวาให้กับเด็กๆ ชาวไอซ์แลนด์
แต่ยิ่งเพิ่มความน่ากลัวให้กับโทรลล์ตัวนี้ด้วยการบอกว่ามันมีจมูกที่ใหญ่โตมากแม้เทียบกับพวกโทรลล์ด้วยกัน และมักจะทำจมูกฟุดฟิดดมหากลิ่นอาหารเมนูโปรดที่เรียกว่าขนมปังใบไม้ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของชาวไอซ์แลนด์
ขนมแสนอร่อยชนิดนี้จะทำขึ้นเฉพาะในช่วงคริสต์มาสเท่านั้น และถือเป็นกิจกรรมที่ทุกคนในครอบครัวต้องช่วยกันโดยเฉพาะในแถบทางเหนือของประเทศ ขนมปังใบไม้นี้มีรูปร่างกลมและบางมากและมักจะทำลวดลายฉลุให้ดูเหมือนใบไม้
และด้วยลวดลายที่พิถีพิถันแบบนี้เองที่รบกวนจิตใจของกัตตาเทเฟอร์ ทำให้มันอยากมาขโมยขนมไปเสียก่อนที่ขนมสวยๆ จะสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้พบเห็นเป็นคนแรก
Ketkrokur | Meat-Hook
ภาพประกอบโดย Haukur Valdimar Pálsson
ธรรมเนียมการรับประทานอาหารของแต่ละครอบครัวในช่วงคริสต์มาสอาจจะแตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องมีเหมือนกันในงานเลี้ยงฉลองของทุกบ้านคือเนื้อสัตว์ ซึ่งในตำนานพื้นบ้านของชาวไอซ์แลนด์ เนื้อสัตว์เหล่านี้นี่เองที่เป็นเป้าหมายของยูลแลดขี้ขโมยตัวที่สิบสองรองสุดท้ายที่ชื่อว่าเค็ทโครกูร์ (Ketkrókur) หรือ ‘Meat-Hook’
โดยเจ้านี่จะซ่อนตัวอยู่ตามพื้นที่ครัว (หลังประตู ใต้โต๊ะ ในตู้ หรือนอกหน้าต่าง) และแอบจ้องมองเนื้อสัตว์ที่ถูกนำออกมาแขวนเหนือเคาน์เตอร์ และเมื่อเจ้าของบ้านเผลอมันก็จะหยิบตะขอออกมาตวัดเอาเนื้อชิ้นสำคัญสำหรับมื้ออาหารของบ้านไป
แต่โทรลล์ตัวนี้ต่างไปจากโทรลล์บยูกนากราเอกิร์ตัวพี่ที่ขโมยแต่ไส้กรอกรมควัน เค็ทโครกูร์นั้นไม่เลือก และมันจะอดทนรอให้คนในบ้านนอนหลับก่อนค่อยขโมยเนื้อสัตว์อะไรก็ได้ที่แขวนอยู่ไป
Kertasnikir | Candle-Stealer
ภาพประกอบโดย Haukur Valdimar Pálsson
ยูลแลดตัวสุดท้ายชื่อแคร์ตาสนิกิร์ (Kertasnikir) ซึ่งแปลว่าจอมขโมยเทียน หรือ ‘Candle-Stealer’ เจ้านี่จะปรากฏตัวในวันคริสต์มาสอีฟของไอซ์แลนด์ และเช่นเดียวกันกับพี่น้องทั้งสิบสองของมัน ชื่อของโทรลล์ตัวนี้ก็อธิบายถึงพฤติกรรมของมันได้อย่างชัดเจน และการขโมยเทียนก็สร้างความลำบากให้กับผู้คนได้มากกว่าที่คิด
สมัยก่อนนั้นเทียนเป็นของมีค่ามากในไอซ์แลนด์ เพราะเป็นสิ่งที่ให้แสงสว่างตลอดฤดูหนาวอันมืดมิด ซึ่งในช่วงคริสต์มาสนั้นมืดนานกว่าวันละยี่สิบชั่วโมงเสียด้วย และเทียนยังเป็นอุปกรณ์เพียงอย่างเดียวที่ช่วยให้ชาวไอซ์แลนด์สามารถทำกิจกรรมฆ่าเวลาที่โปรดปรานมาช้านานอย่างการอ่านหนังสือได้
ซึ่งวัฒนธรรมการอ่านหนังสือเพื่อฆ่าเวลาในฤดูหนาวนี้ทำให้การกลั่นแกล้งของแคร์ตาสนิกิร์สร้างความลำบากให้กับผู้คนได้อย่างมาก แล้วเจ้าโทรลล์ก็ไม่ได้ขโมยเทียนไปเพื่อใช้อ่านนิยายหรือบทกวี แต่มันเอาไปเพื่อกัดกินไขมันสัตว์ที่ใช้ทำเป็นเทียนต่างหาก
และเพื่อให้ได้ก้อนไขมันมากที่สุด มันจึงต้องไปขโมยมาจากเหยื่อที่หลอกง่ายที่สุดในบ้าน ซึ่งก็คือเด็กๆ นั่นเอง โดยจะคอยตามเด็กๆ เข้าไปในห้องนอนหรือมุมอ่านหนังสือและแย่งเทียนไปจากมือเด็กๆ โดยตรง
ดังนั้นแคร์ตาสนิกิร์จึงเป็นยูลแลดที่สร้างปัญหาป่วนกวนใจได้มากที่สุด และเป็นตัวที่ทำให้เด็กๆ กลัวมากที่สุดด้วย แต่ก็ยังดีที่เจ้านี่มาถึงเมืองเป็นตัวสุดท้าย และในอีกสิบสามวันเจ้าโทรลล์ตนนี้ (พร้อมด้วยบรรดาพี่ชาย และแม่ของมัน รวมถึงแมวของนาง) ก็จะกลับเข้าถ้ำในทางเหนือของไอซ์แลนด์ไปอยู่กันอย่างสงบจนกว่าจะถึงเทศกาลคริสต์มาสครั้งต่อไป
ในยุคปัจจุบันนี้ ยูลแลดได้กลายเป็นตำนานที่เป็นมิตรกับครอบครัวมากขึ้นและยังเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นขโมยด้วย โดยแคร์ตาสนิกิร์ ยูลแลดตัวสุดท้ายนั้นจะมอบของขวัญให้กับเด็กชาวไอซ์แลนด์ก่อนวันคริสต์มาส ซึ่งของขวัญที่โทรลล์ตัวนี้นำมาแจกให้กับเด็กๆ ที่ประพฤติตัวดีก็คือเทียนไขนั่นเอง
กรีลา | มารดายักษีของยูลแลดแห่งไอซ์แลนด์

ภาพจาก Wikimedia, Creative Commons โดย Andrii Gladii ไม่มีการแก้ไขใดๆ
แม้ว่ายูลแลดจะดูเป็นมิตรมากขึ้นตามกาลเวลา แต่นางกรีลา (Gryla) แม่ของพวกเขาก็ยังคงเป็นโทรลล์สุดน่าสะพรึงกลัว และเป็นหนึ่งในตำนานเกี่ยวกับคริสต์มาสในไอซ์แลนด์ที่เก่าแก่ที่สุด
ยักษ์หญิงตนนี้ถือเป็นหนึ่งในตัวละครที่ชั่วร้ายที่สุดในนิทานพื้นบ้านของไอซ์แลนด์ และเรื่องเล่าสุดสยองเกี่ยวกับเธอก็ยังคงถูกนำมาเล่าให้เด็ก ๆ ฟังในช่วงเทศกาลคริสต์มาสจนถึงทุกวันนี้
ว่ากันว่าตลอดทั้งปี กรีลาจะคอยเฝ้าฟังข่าวลือเกี่ยวกับเด็ก ๆ ทั่วไอซ์แลนด์ที่ประพฤติตัวไม่ดี และเมื่อฤดูหนาวมาถึง เธอก็จะออกเดินทางเพื่อตามล่าพวกเขา
ความกระหายเนื้อเด็กดื้อของเธอไม่มีวันสิ้นสุด และในแต่ละปี เธอก็มักหา "วัตถุดิบจานโปรด" ได้อย่างไม่ขาดแคลน หลังจากจับเด็กเหล่านั้นใส่กระสอบแล้ว เธอจะนำไปต้มในหม้อใบใหญ่ กลายเป็นสตูว์หม้อยักษ์ที่ช่วยประทังชีวิตเธอไปจนถึงฤดูหนาวปีถัดไป

ภาพถ่ายโดย Regína Hrönn Ragnarsdóttir
แค่กรีลาคนเดียวก็น่ากลัวมากพอแล้ว แต่โชคร้ายสำหรับเด็ก ๆ ชาวไอซ์แลนด์ เพราะเธอไม่ได้ออกล่าเพียงลำพัง เธออาศัยอยู่ในถ้ำบนภูเขาทางตอนเหนือของไอซ์แลนด์ร่วมกับแมวดำตัวยักษ์ที่ชื่อว่า “แมวคริสต์มาส” (Christmas Cat) ซึ่งก็ชื่นชอบเนื้อมนุษย์ไม่ต่างกัน
แต่แมวคริสต์มาสไม่ได้เลือกเฉพาะเด็กที่ประพฤติตัวไม่ดีเท่านั้น มันพร้อมจะจับกินเด็กทุกคนที่ไม่มีเสื้อผ้าใหม่ใส่ในวันคริสต์มาส
นอกจากนี้ กรีลายังอาศัยอยู่กับสามีคนล่าสุดของเธอ โทรลล์ชื่อเลปปาลูดิ (Leppaludi) ซึ่งถือเป็นสมาชิกที่ดูน่ากลัวน้อยที่สุดในครอบครัว เขาถูกกดขี่จนแทบไม่มีความน่าเกรงขามหลงเหลืออยู่เลย บางทีอาจเป็นเพราะกลัวชะตากรรมเดียวกับสามีคนก่อน ๆ ของกรีลา ที่เล่ากันว่าเธอจับพวกเขากินไปหมดแล้ว เลปปาลูดิจึงไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือห้ามปรามพฤติกรรมอันชั่วร้ายของเธอแม้แต่น้อย
ตำนานเกี่ยวกับกรีลาสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของนิทานพื้นบ้านไอซ์แลนด์ได้อย่างชัดเจน การที่เธอเป็นยักษ์กินเด็กและออกตามล่าเด็ก ๆ ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ก็มีจุดประสงค์คล้ายกับเรื่องซานตาคลอสให้ถ่านหินแก่เด็กดื้อ เพียงแต่เล่าออกมาในแบบที่น่ากลัวกว่ามาก ข้อความที่ส่งถึงเด็ก ๆ นั้นชัดเจนมากว่าในช่วงคริสต์มาสพวกเขาต้องประพฤติตัวให้ดี!
สาเหตุที่เรื่องเล่านี้มีความโหดร้ายอาจมาจากความจริงที่ว่า ฤดูหนาวในไอซ์แลนด์สมัยก่อนเต็มไปด้วยอันตราย เด็กที่ไม่เชื่อฟังและออกไปข้างนอกท่ามกลางความมืดและหิมะจำนวนไม่น้อยไม่เคยได้กลับบ้านอีกเล นอกจากนี้ ก่อนเข้าสู่ช่วงเดือนที่มืดที่สุดของปี ทุกคนในครอบครัวยังต้องช่วยกันทำงานอย่างหนัก จึงจำเป็นต้องปลูกฝังความขยันและความมีระเบียบวินัยให้กับเด็ก ๆ ด้วย
ในทำนองเดียวกัน ตำนานที่ว่าแมวคริสต์มาสจะกินเด็กที่ไม่ได้เสื้อผ้าใหม่เป็นของขวัญ ก็น่าจะถูกสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ทุกคนเร่งทอผ้า ถักไหมพรม และตัดเย็บเสื้อผ้าให้เสร็จก่อนสิ้นสุดฤดูหนาวนั่นเอง

ภาพถ่ายโดย Regína Hrönn Ragnarsdóttir
ภาพลักษณ์อันน่าสะพรึงกลัวของกรีลาฝังลึกอยู่ในจิตใจเด็ก ๆ มากเสียจนในศตวรรษที่ 18 รัฐสภาไอซ์แลนด์ต้องออกกฎหมายห้ามใช้ตำนานของเธอเพื่อข่มขู่เด็ก หลังจากนั้น เด็กที่ประพฤติตัวไม่ดีจึงไม่ได้ถูกขู่ว่าจะถูกจับไปกินอีกต่อไป แต่จะได้รับ “มันฝรั่งเน่า” ใส่ไว้ในรองเท้าแทน
ปัจจุบัน สามารถพบรูปปั้นของกรีลาได้ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วไอซ์แลนด์ เช่น ที่บ้านคริสต์มาสในเมืองอาคูเรย์ริ (Akureyri Christmas House) และบริเวณฟอสซาตุน (Fossatun) เนื่องจากเธอถือเป็นส่วนสำคัญของประเพณีคริสต์มาสแบบไอซ์แลนด์ หลายคนเชื่อว่าบ้านของเธอตั้งอยู่ที่ดิมมูบอร์กิร์ (Dimmuborgir) พื้นที่ลาวาหินรูปร่างประหลาดที่มักรวมอยู่ในทัวร์จากเมืองอาคูเรย์ริ เมืองใหญ่ทางตอนเหนือของไอซ์แลนด์ และยังเป็นหนึ่งในจุดแวะยอดนิยมบนเส้นทางท่องเที่ยวไดมอนด์เซอร์เคิลอีกด้วย
เพลงคริสต์มาสไอซ์แลนด์ที่ไม่เหมือนใคร
เช่นเดียวกับตำนานพื้นบ้าน เพลงคริสต์มาสของไอซ์แลนด์ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและผูกพันอย่างลึกซึ้งกับวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเหล่ายูลแลดและครอบครัวของพวกเขามักเป็นตัวละครหลักในบทเพลงช่วงเทศกาล หนึ่งในเพลงที่โด่งดังที่สุดคือ “Jólasveinar ganga um gólf” หรือ "ยูลแลดเดินวนไปรอบห้อง"
เพลงนี้เป็นเพลงยอดนิยมที่ชาวไอซ์แลนด์ทุกคนคุ้นเคย และถือเป็นส่วนสำคัญของการเฉลิมฉลองคริสต์มาส ลองฟังเพลงนี้ได้จากวิดีโอด้านบน!
อีกหนึ่งเพลงยอดนิยมเกี่ยวกับเหล่าเด็กคริสต์มาสคือ “Jólasveinar einn og átta” ซึ่งเล่าเรื่องความตื่นเต้นของเด็ก ๆ ที่เฝ้ารอให้พวกเขานำของขวัญลงมาจากภูเขา ชื่อเพลงสามารถแปลได้ประมาณว่า "ยูลแลด หนึ่งกับแปด" ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนสงสัยมาเป็นเวลานาน เพราะเมื่อนับรวมกันแล้วจะได้เพียงเก้าคน ทั้งที่โดยทั่วไปเชื่อกันว่าพวกเขามีทั้งหมดสิบสามคน!
ความสับสนนี้อาจเกิดจากความเชื่อที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เนื่องจากในอดีต หลายพื้นที่ของไอซ์แลนด์มีเรื่องเล่าของตัวเอง และหลายเรื่องมียูลแลดมากกว่า 13 ตน ซึ่งแตกต่างจากเรื่องที่กลายมาเป็นตำนานหลักของไอซ์แลนด์ในปัจจุบัน
ไม่ใช่แค่พวกยูลแลดเท่านั้นที่อยู่ในเพลงประจำเทศกาล สมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวของพวกเขาก็มีเพลงของตัวเองเช่นกัน! “Jólakötturinn” หรือ "แมวคริสต์มาส" คืออีกหนึ่งเพลงคลาสสิกที่เล่าเรื่องผู้คนซึ่งเร่งทำเสื้อผ้าใหม่ให้เสร็จก่อนคริสต์มาส เพื่อหลีกเลี่ยงความโกรธของมัน เพลงชวนขนลุกเพลงนี้ขับร้องโดยบียอร์ก (Björk) ศิลปินชื่อดังชาวไอซ์แลนด์ ลองฟังได้จากวิดีโอด้านบน!!
แล้วคุณล่ะ อยากมาเที่ยวไอซ์แลนด์ในฤดูหนาวไหม? คุณคิดว่าจะอยากฉลองคริสต์มาสที่นี่หรือเปล่า? ในบรรดาตัวละครจากตำนานเหล่านี้ คุณคิดว่าใครน่าสนใจที่สุด? หรือคุณเคยได้ยินเรื่องราวของพวกเขามาก่อนหรือไม่? มาร่วมแบ่งปันความคิดเห็นและประสบการณ์ของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

Hi, I’m Richard. I lived in Iceland for a decade, during which I traveled the country extensively and worked as a guide for several leading travel companies. I’m passionate about writing and sharing the best travel experiences Iceland has to offer so visitors can discover and enjoy the magic of this incredible country just like I did.
















