มีภูเขาไฟในประเทศไอซ์แลนด์จำนวนมากเท่าไหร่ ที่ไหนเคยเกิดการระเบิดที่ใหญ่ที่สุดและเคยมีใครเสียชีวิตระหว่างการระเบิดของภูเขาไฟหรือไม่ ภูเขาไฟในประเทศไอซ์แลนด์มีอันตรายหรือไม่ ภูเขาไฟในประเทศไอซ์แลนด์ที่มีชื่อเสียงและยอดฮิตที่สุดคือที่ไหน.



ประเทศไอซ์แลนด์มีทั้งภูเขาไฟที่ยังมีการปะทุและหลับไหลไปแล้วจำนวนมาก (ทั้งหมดประมาณ 130 ลูก) เนื่องจากประเทศตั้งอยู่ตรงกลางสันมหาสมุทรแอตแลนติก โดยปกติแล้วประเทศที่ตั้งอยู่ตรงกลางหรือบนแผ่นเปลือกโลกสองแผ่นจะมีภูเขาไฟ 30 ลูกที่ยังมีการปะทุอยู่ทั่วทั้งเกาะ.


 

การระเบิดของภูเขาไฟลูกใหญ่ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นระหว่างเดือนสิงหาคมปี 2014 และเดือนมีนาคมปี 2015 ใน โฮลุเฮริน (Holuhraun) ในบาร์ดาร์บุนกา (Bardarbunga) ซึ่งอยู่ภายในประเทศ ใกล้กับทางเหนือของธารน้ำแข็งวัทนาโจกุล (Vatnajökull).

ไม่มีใครเสียชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิดของภูเขาไฟโดยตรง (เช่น จากการไหลของลาวา) แต่ภูเขาไฟก็ยังมีอันตรายในทางอ้อม ข้อมูลต่อจากนี้เป็นสิ่งที่ถูกบันทึกไว้เกี่ยวกับภูเขาไฟที่มีชื่อเสียงและหลับไหลไปแล้วของประเทศไอซ์แลนด์.

สารบัญ

เอยาฟยาลลาโจกุลล์: ภูเขาไฟที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์   

The Ultimate Guide to Volcanoes in Icelandรูปถ่ายโดย Ragnar Þ Sigurðsson

ผู้คนส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยกับภูเขาไฟเอยาฟยาลลาโจกุลล์ (Eyjafjallajökull) หลังจากเกิดการระเบิดเมื่อปี 2010 ที่เป็นสาเหตุของการหยุดชะงักครั้งใหญ่ของการเดินทางทางอากาศของยุโรป การปะทุครั้งนี้อาจสร้างความรำคาญให้กับนักเดินทางทางอากาศหลายคน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการปะทุครั้งใหญ่ที่สุดของไอซ์แลนด์ในอดีต การระเบิดครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องเล็กเปรียบได้กับเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง (หรือจุดเล็กๆของธารน้ำแข็ง).

เอยาฟยาลลาโจกุลล์ตั้งอยู่ทางใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ ถัดจากภูเขาไฟที่อันตรายที่สุดของประเทศไอซ์แลนด์ที่มีชื่อว่าคัทลา (Katla) เพียงเล็กน้อย. 

จากการระเบิดเมื่อปี 2010 เป็นการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดของเอยาฟยาลลาโจกุลล์จนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการปะทุเล็กน้อยอีกหลายครั้งในอดีต แต่ก็ไม่มีครั้งใดรุนแรงเท่า แม้จะเป็นการประทุที่ไม่รุนแรงแต่เป็นการปะทุที่ยาวนานที่เกิดขึ้นระหว่างปี 1821 - 1823 ซึ่งตามด้วยการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาไฟคัทลาที่อยู่ใกล้เคียง เอยาฟยาลลาโจกุลล์เคยเกิดการปะทุขึ้นปี 1621 - 1613 และในปี 920 แต่ไม่กี่คนที่รู้เรื่องการปะทุเหล่านี้.

โดยปกติแล้วการปะทุของคัทลาจะเกิดหลังจากเอยาฟยาลลาโจกุลล์ และเป็นสาเหตุของความเสียหายที่รุนแรง โชคดีที่ไม่ได้เกิดขึ้นในปี 2010.

ภูเขาไฟเอยาฟยาลลาโจกุลล์ระเบิดขึ้นเมื่อปี 2010.รูปถ่ายโดย Ingólfur Bjargmundsson

เอยาฟยาลลาโจกุลล์กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตหลังจากการระเบิดเมื่อปี 2010 และในช่วงแรกของการปะทุ ผู้คนจำนวนหลายร้อยหรือหลายพันคนเดินทางไปยังภูเขาไฟเพื่อชมการปะทุ เมื่อมีการระเบิดขึ้นมาจริงๆที่นี่เป็นสถานที่ที่อันตรายเกินไป เพราะภูเขาไฟเริ่มต้นที่จะปะทุขี้เถ้าจำนวนมากออกมา พร้อมทั้งลาวาเพียงเล็กน้อย.

ภูเขาแห่งใหม่สองแห่งเกิดจากการก่อตัวของลาวา ภูเขาไฟทั้งสองนี้มีชื่อว่าแมกนิ (Magni) และ โมดิ (Móði) เป็นชื่อเดียวกับลูกชายของธอร์ที่อยู่ในตำนานของชาวนอร์ดิก จนถึงวันนี้ และปีต่อมา นักปีนเขาจะสามารถรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของพื้นดินบนยอดของภูเขา และหากคุณขุดลึกลงไปเพียงน้อยนิดก็จะร้อนเพียงพอสำหรับการอบแซนวิช.

ทรีฮนูคาร์กีกูร์: ภูเขาไฟแห่งเดียวที่คุณสามารถเข้าไปด้านในได้

ภูเขาไฟแห่งเดียวที่คุณสามารถเข้าไปด้านในได้ ไม่เพียงแต่ในประเทศไอซ์แลนด์แต่เป็นเพียงแห่งเดียวในโลก ภูเขาไฟแห่งนี้มีชื่อว่าทรีฮนูคาร์กีกูร์ (Þríhnúkagígur) ปล่องภูเขาไฟทรีฮนูคาร์อยู่ใกล้เคียงกับเมืองเรคยาวิก (Reykjavík) และได้หลับไหลมาแล้วกว่า 4000 ปี จริงๆแล้วภูเขาไฟแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณสกีของเมืองเรคยาวิกในเบลาเฟยืล (Bláfjöll) หรือภูเขาไฟสีฟ้า ดังนั้นคุณไม่สามารถคาดหวังที่จะรู้สึกถึงความร้อนในขณะที่เดินทางไปยังภูเขาไฟแห่งนี้.

แต่คุณสามารถคาดหวังที่จะได้เข้าไปชมโถงแมกม่าขนากว้างใหญ่ ที่มีความจุถึง 150 ลูกบาศก์เมตร ทางเข้าไปยังโถงแมกม่านี้มีขนาดเพียง 4 X 4 เมตร และคุณจะได้ลงไปที่ความลึก 120 เมตรโดยลิฟท์ ไปยังด้านล่างของถ้ำที่มีขนาดพอๆกับสนามบอล จากที่นั่นมีอุโมงก์ที่สามารถลงลึกไปถึง 200 เมตร.

ภายในภูเขาไฟทรีฮนูคาร์กีกูร์ในประเทศไอซ์แลนด์.

โถงแมกม่าที่นี่ถือเป็นหนึ่งในโถงแมกม่าที่ใหญ่ที่สุดและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าทึ่งที่สุดบนโลก และด้วยสีสันที่น่าตื่นตาทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจได้อย่างไม่ต้องสงสัย ที่นี่ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1974 แต่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมด้านในคร้งแรกเมื่อปี 2012 ในตอนที่สิ่งอำนวยความสะดวกต่างได้ถูกสร้างขึ้นเมื่อลงไปอยู่ด้านล่าง ผู้คนสามารถลงไปได้เพียงกลุ่มเล็กๆอย่างจำกัด เพื่อให้แน่ใจว่าถ้ำจะไม่ถูกทำลาย และการเข้าไปภายในถ้ำครั้งละมากๆก็เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ถ้ำถูกทำลาย.



กริมสวอทน์: ภูเขาไฟที่อันตรายถึงตายของไอซ์แลนด์ 

ระบบภูเขาไฟกริมสวอทน์ (Grímsvötn) หรือทะเลสาบแห่งกริมูร์ (Grímur) เป็นภูเขาไฟที่เกิดการปะทุได้ง่ายที่สุดจากภูเขาไฟทั้ง 30 ลูกของประเทศไอซ์แลนด์ ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบธารน้ำแข็งวัทนาโจกุลในทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ แต่ไม่สามารถมองเห็นได้จากด้านบน ภูเขานี้ตั้งอยู่ใต้ทะเลสาบดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดการปะทุจะทำให้น้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว และทำให้เกิดการระเบิดที่ทรงพลังอย่างยิ่งและก้อนเมฆเถ้าขนาดมหึมา.

การปะทุที่ร้ายแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไอซ์แลนด์เกิดขึ้นที่สกาฟตาเรลดาร์ (Skaftáreldar) หรือที่แปลว่า ไฟแห่งสกาฟตา (Skaftá) เกิดขึ้นในปี 1783-1784 การปะทุเกิดขึ้นในแนวของปากปล่องที่เรียกว่าลากากิการ์ (Lakagígar) ที่แปลว่าปล่องภูเขาไฟแห่งลาไค (Laki) ซึ่งก่อตัวจากส่วนหนึ่งของระบบภูเขาไฟกริมสวอทน์ (Grímsvötn) ปล่องภูเขาไฟเหล่านี้ต่อเนื่องมาจากทางเหนือของธารน้ำแข็งวัทนาโจกุล.

ประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรชาวไอซ์แลนด์ ( 9,350 คน ) เสียชีวิตจากการระเบิดในลากากิการ์ ไม่ใช่เพราะการไหลของลาวาแต่เพราะการได้รับผลกระทบทางอ้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและความเจ็บป่วยจากการปศุสัตว์เนื่องจากแก๊สพิษและเถ้าถ่าน 50 เปอร์เซ็นต์ของปศุสัตว์เสียชีวิตและจากความขาดแคลนอาหารที่เกิดขึ้นในประเทศ.

ภาพการระเบิดของภูเขาไฟสกาฟตาเรลดาร์โดย Ãsgrímur Jónsson (1876-1958)

สิ่งที่ตามมาก็มีผลกระทบกับทั้งโลก ซึ่งทำให้อุณหภูมิโลกลดลงและปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในซีกโลกเหนือ สิ่งนี้ทำให้พืชล้มตายในยุโรปและอาจเกิดผลกระทบในอินเดีย จากทั่วโลกมีการประเมินว่าการปะทุครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตกว่า 6 ล้านคน ทำให้ที่นี่กลายเป็นภูเขาไฟที่อันตรายที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์.

การปะทุในปี 1783 ในลากากิการ์ น่าจะเป็นการปะทุของลาวาที่มีปริมาณมากที่สุดในการปะทุครั้งเดียวในประวัติศาสตร์และยังเป็นอันตรายถึงชีวิตในครั้งประวัติศาสตร์ด้วย.

บริเวณรอบๆลากากิการ์มีความงดงามมาก ดังนั้นคุณไม่ควรพลาดที่จะได้ไปเที่ยวชม ลองเข้าไปหาข้อมูลที่ ปากปล่องลาไคและบินชมทัศนียภาพโดยรอบ.

ภูเขาไฟแฮกล่า: ประตูสู่นรก

ภูเขาไฟแฮกลาในประเทศไอซ์แลนด์โดย Sverrir Thorolfsson จาก Wikimedia Commons.

ภูเขาไฟแฮกล่า (Hekla) เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่มีชื่อเสียงและยังมีการปะทุในประเทศไอซ์แลนด์ ในช่วงยุคกลางที่นี่เป็นที่รู้จักกันในชื่อของ "ประตูสู่นรก" แฮกล่าอยู่ในทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ และใช้เวลาขับรถเพียง 2 ชั่วโมงจากเมืองเรคยาวิก.

การปะทุของแฮกล่าค่อนข้างรุนแรงและไม่อาจคาดเดาได้ อาจเกิดการปะทุเพียงไม่กี่ครั้งในระยะเวลาเพียงสองสามปี โดยทั่วไปแล้วมักจะเชื่อกันว่ายิ่งแฮกล่าได้หลับไหลเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ยิ่งสามารถเกิดการปะทุที่รุนแรงได้มากเท่านั้น โดยพื้นฐานแล้วแฮกล่าจะเกิดการปะทุมากกว่า 20 ครั้งตั้งแต่ได้มีการตั้งรกรากขึ้นที่นี่ในปี 874 ในช่วงเวลา 9 - 121 ปี.

การปะทุครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี 1104 ตอนที่ภูเขาไฟได้เกิดการระเบิดแบบกระทันหันโดยปราศจากการเตือนใดๆ และได้ปล่อยชิ้นส่วนภูเขาไฟออกมาหลายล้านตัน.

การระเบิดในปี 1300-1301 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายครั้งสำคัญในสกาการ์ฟยอร์ดูร์ (Skagafjörður) และ ฟโลย์ท (Fljót) และเป็นสาเหตุทำให้มีการเสียชีวิตมากกว่า 500 คนในช่วงฤดูหนาวในปีนั้น และการระเบิดที่เกิดขึ้นในอีก 40 ปีต่อมาทำให้วัวควายตายเป็นจำนวนมาก.

1,693 คนมีโอกาสได้เห็นการปะทุที่ทำลายล้างมากที่สุดแห่งหนึ่งของแฮกล่า ชิ้นส่วนของภูเขาไฟทำให้เกิดตะกอนและสึนามิ (tsunamis) ทำให้ฟาร์มเสียหายและถูกทำลายรวมถึงการเสียชีวิตที่สำคัญในสัตว์ป่า.

แฮกล่าได้หลับไหลมากว่า 60 ปี ตั้งแต่ก่อนปี 1845 ที่ได้เกิดกาปะทุอย่างกะทันหันและเกิดการระเบิดออกมา ทำให้เกาะทั้งเกาะเต็มไปด้วยเถ้าถ่านที่เป็นพิษจากภูเขาไฟและทำให้ปศุสัตว์ตาย. 

การปะทุครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ในปี 2000 ก่อให้เกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อย.

มีตัวเลือกทัวร์แฮกล่าจำนวนมากที่จะนำคุณขับรถไปที่นั่นและบริเวณใกล้เคียงที่ชื่อว่าลานมันนาเลยการ์ (Landmannalaugar).

คัทลา: ภูเขาไฟที่อันตรายที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์  

ธารน้ำแข็งมิร์ดาลสโจกุลในประเทศไอซ์แลนด์,โดย Chris 73 จาก Wikimedia Commons.

ภูเขาไฟคัทลา (Katla) เป็นที่รู้จักกันในเรื่องของภูเขาไฟที่อันตรายที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ในธารน้ำแข็งมิร์ดาลสโจกุล (Mýrdalsjökull) ในทางใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ และเป็นสาเหตุให้เกิดแม่น้ำธารน้ำแข็งท่วมในตอนที่ภูเขาไฟแห่งนี้เกิดการระเบิด และน้ำท่วมครั้งนั้นได้ทำลายบ้านเรือนและฟาร์มจำนวนมาก.

คัทลาเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์และได้เกิดการปะทุถึง 20 ครั้งในช่วงระหว่าปี 930-1918 ในช่วงเวลา 13-95 ปี.

การปะทุครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายได้เกิดขึ้นเมื่อปี 1918 แต่นักภูเขาไฟกำลังคาดว่าจะมีอีกในไม่ช้าและประวัติศาสตร์บอกเราว่าอาจเป็นความหายนะ.

การระเบิดของภูเขาไฟคัทลาในประเทศไอซ์แลนด์ในปี 1918.รูปภาพจาก Wikimedia Commons.

การปะทุส่วนใหญ่ทำให้เกิดน้ำท่วมจากธารน้ำแข็ง การปะทุจากรอยแยกที่รุนแรงเกิดขึ้นในปี 934 เป็นหนึ่งในการปะทุของลาวาครั้งใหญ่ที่สุดใน 10 ปีที่ผ่านมา.

ก่อนที่จะมีการก่อสร้างถนนวงแหวนในปี 1974 ผู้คนกลัวการข้ามที่ราบทางตอนใต้ของไอซ์แลนด์หน้าคัทลา เพราะการระเบิดของธารน้ำแข็งเกิดขึ้นบ่อยครั้งและเป็นการข้ามแม่น้ำที่ลึก ธารน้ำแข็งระเบิดออกมาหลังจากการปะทุในปี 2461 เป็นอันตรายอย่างยิ่ง.

คัทลาสามารถเข้าถึงได้ไม่ง่าย คุณจะต้องปีนขึ้นไปหรือบินไปโดยเฮลิคอปเตอร์ คุณสามารถขับรถลงไปทางใต้ไปตามถนนวงแหวนหมายเลข 1 และจะไปถึงสโกการ์ฟอสส์หลังจากการขับรถถึง 2 ชั่วโมงครึ่งจากเมืองเรคยาวิก หากคุณปีนขึ้นไปจากสโกการ์ฟอสส์ (Skógafoss) ไปยังโธร์เมิร์ค (Þórsmörk) เส้นทางนี้เรียกว่าฟิมเวอร์ดูร์ฮ้ลล์ (Fimmvörðuháls) คุณจะได้ชมทิวทัศน์ของคัทลา และสามารถข้ามไปยังเอยาฟยาลลาโจกุลล์ (Eyjafjallajökull) ตามเส้นทาง.

สไนล์เฟลส์โจกุล: ประตูสู่ใจกลางโลก

ภูเขาไฟสไนล์เฟลส์โจกุลในทางตะวันตกของประเทศไอซ์แลนด์.

สไนล์เฟลส์โจกุล (Snæfellsjökull) เป็นเหมือนกับภูเขาไฟลูกอื่นๆในประเทศไอซ์แลนด์ ที่เป็นทั้งภูเขาไฟและธารน้ำแข็ง สไนล์เฟลส์โจกุลมีลักษณะเป็นกรวยภูเขาไฟสลับชั้นซึ่งเป็นภาพที่สวยงาม ภูเขาไฟแห่งนี้โด่งดังไปทั่วโลกในปี 1964 ไม่ใช่เพราะเกิดการปะทุแต่เพราะถูกเลือกโดย  ฌูล แวร์น (Jules Verne) ให้เป็นทางเข้าไปยังใจกลางโลกในนวนิยายคลาสสิคเรื่องดิ่งทะลุสะดือโลก (Journey to the Centre of the Earth).

สไนล์เฟลส์โจกุลเกิดการปะทุครั้งสุดท้ายประมาณปีคริสตศักราชที่ 200 (+/- 150 ปี).

ภูเขาไฟแห่งนี้ล้อมรอบด้วยลาวาที่งดงาม ภูเขาและบริเวณโดยรอบทั้งหมดเป็นทางจนถึงระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่ง ธารน้ำแข็งได้ลดน้อยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนื่องจากภาวะโลกร้อน และในปี 2012 จุดรวมตัวของธารน้ำแข็งไม่มีก้อนน้ำแข็งเลยและนั่นเป็นครั้งแรกที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์.

อาซค์จา: ภูเขาไฟน้ำพุร้อนในประเทศไอซ์แลนด์  

ทะเลสาบน้ำแข็งในภูเขาไฟอาซค์จาในที่ราบสูงของประเทศไอซ์แลนด์.รูปภาพโดย Askja Private Tour 

เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะบันทึกไว้ว่าภูเขาไฟส่วนใหญ่มีชื่อเป็นเพศหญิง แฮกล่า คัทลาและอาซค์จา (Askja) ทั้งหมดเป็นชื่อสำหรับผู้หญิง แฮกล่า คัทลาและอาซค์จายังเป็นภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์พร้อมทั้งยังมีการปะทุขึ้นนับหลายพันครั้ง อาซค์จาที่มีความหมายว่า "หลุมภูเขาไฟ" หรือ "กล่อง"  บางที่นั่นอาจจะเหมาะสมเพราะที่นี่มีทะเลสาบภายในหลุมภูเขาไฟที่นั่น.

อาซค์จาแทบไม่เป็นที่รู้จัก จนกระทั่งปี 1875 ที่มีการปะทุครั้งใหญ่เกิดขึ้น ได้เกิดเถ้าถ่านมากมาย เป็นอันตราย และเป็นพิษต่อพื้นดินและการปศุสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฟยอร์ดทางตะวันออก (East fjords) ขี้เถ้าได้ถูกปล่อยออกมาตลอดไปจนถึงประเทศนอร์เวย์และสวีเดน และการปะทุก็เป็นสาเหตุให้มีผู้อพยพจำนวนมากจากประเทศไอซ์แลนด์.

ทะเลสาบในหลุมภูเขาไฟแห่งนี้เกิดขึ้นจากการปะทุเมื่อปี 1875 และแม้ว่าดั้งเดิมแล้วจะมีความอุ่นแต่ได้เย็นลงและเป็นน้ำแข็งในช่วงฤดูหนาว และยังคงเป็นน้ำแข็งในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของปี อย่างไรก็ตามยังมีทะเลสาบพลังงานใต้พิภพที่มีขนาดเล็กกว่า ในหลุมภูเขาไฟที่มีขนาดเล็กกว่ามากที่เรียว่าวิไต (Víti) หรือแปลว่านรก ที่มีความอุ่นพอที่จะลงไปแช่และอยู่ในรายการของ 5 น้ำพุร้อนที่ดีที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์.

ทะเลสาบภูเขาไฟอาซค์จาที่อยู่ด้านหลัง, และทะเลสาบที่มีขนาดเล็กกว่าที่ชื่อว่าวิไตในที่ราบสูงของประเทศไอซ์แลนด์.รูปภาพจาก Askja Super Jeep Tour from Akureyri

ในปี 1907 นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันคู่หนึ่งได้เดินทางไปสำรวจทะเลสาบอาซค์จาโดยเรือลำเล็ก แต่ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย คู่หมั้นของหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ได้นำคณะผู้เดินทางเข้าไปค้นหาพวกเค้าในหนึ่งปีต่อมา แต่จะต้องยอมรับว่าเธอจะไม่ได้รับคำตอบใดๆเลย จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครถูกพบที่ทะเลสาบแห่งนี้ ทะเลสาบแห่งนี้มีความลึกถึง 220 เมตรและมีความกว้าง 12 ตารางเมตร.

อาซค์จาได้เกิดการปะทุครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1961.

ทัวร์ไปยังอาซค์จาเป็นที่นิยม อาซค์จาตั้งอยู่บนที่ราบสูงของประเทศไอซ์แลนด์ แค่ตรงทางเหนือของธารน้ำแข็งวัทนาโจกุลทางฝั่งตะวันออกของประเทศ ทัวร์ที่ไปยังอาซค์จามีทั้งเดินทางออกจาก อาคูเรย์ริ (Akureyri) ทะเลสาบมิวาท์น (Lake Mývatn) หรือจากเอกิลสตาดีร์ (Egilsstaðir).

คราฟรา: ทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟที่หนาวเย็น  

วิไตในปล่องภูเขาไฟในประเทศไอซ์แลนด์.รูปภาพโดย Jesse.Hu

ยังมีอีกหนึ่งภูเขาไฟในประเทศไอซ์แลนด์ที่มีชื่อเป็นผู้หญิงนั่นคือ คราฟรา (Krafla) ที่มีลักษณะเหมือนกับอาซต์จา เนื่องจากที่นี่มีทะเลสาบอยู่ตรงปากปล่องและมีชื่อเหมือนภูเขาไฟนั่นคือวิไต สิ่งที่ต่างกันหลักๆคือวิไตที่อยู่ในคราฟราเป็นทะเลสาบที่เย็นต่างจากวิไตในอาซค์จา วิไตในคราฟรายังมีน้ำเป็นสีฟ้ามรกตที่งดงามด้วย.

คราฟรามีความสูง 818 เมตรจนถึงจุดสูงสุด และมีความลึก 2 กิโลเมตร หลุมปล่องภูเขาไฟมีรัศมี 10 กิโลเมตร.

เกิดการปะทุ 29 ครั้งในคราฟราที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ 9 ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นระหว่างปี 1975 และ 1984 คราฟราอยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบมิวาท์น และไม่ไกลจากทางใต้ของภูเขาไฟแห่งนี้คุณจะได้ชมพื้นที่พลังงานใต้พิภพที่กว้างขวางและน่าประทับใจของเนามาฟย์าท (Námafjall).

ต้องไม่พลาดการชมภูเขาไฟที่น่าประทับใจแห่งนี้หากคุณมีโอกาสท่องเที่ยวไปทางเหนือของประเทศไอซ์แลนด์.



แควฟยาร์ท/แควแฟลล์: ภูเขาไฟที่ง่ายสำหรับการปีนสำรวจรอบๆ   

ภูเขาไฟแควฟยาร์ท/แควแฟลล์ในทางเหนือของประเทศไอซ์แลนด์.รูปภาพโดย Jesse.Hu

และสุดท้าย มีภูเขาไฟที่อยู่ใกล้ทะเลสาบมิวาท์น ที่ฮิตมากในหมู่นักท่องเที่ยวในการปีน คนในท้องถิ่นไม่เห็นด้วยกับชื่อของภูเขาไฟแห่งนี้ และนั่นทำให้ภูเขาไฟแห่งนี้มีสองชื่อที่คล้ายกันนั่นคือแควฟยาร์ท (Hverfjall) และแควแฟลล์ (Hverfell).

แควฟยาร์ท/แควแฟลล์ ไม่เคยเกิดการปะทุมากว่า 4,500 ปี และปากปล่องภูเขาไฟมีรัศมีเพียง 1 กิโลเมตร ทำให้ภูเขาไฟแห่งนี้เหมาะสมมากสำหรับการปีนได้ง่ายๆ และใช้เวลาเพียงประมาณ 1 ชั่วโมงในการเดินตามขอบปากปล่องภูเขาไฟแห่งนี้ และที่นี่ก็ตั้งอยู่ใกล้กับทะเลสาบมิวาท์น.

การท่องเที่ยวชมภูเขาไฟในประเทศไอซ์แลนด์  

การท่องเที่ยวชมการระเบิดของภูเขาไฟที่เอยาฟยาลลาโจกุลล์.

แม้ว่าคุณจะเพิ่งได้อ่านเกี่ยวกับอำนาจการทำลายล้างของภูเขาไฟในประเทศไอซ์แลนด์ แต่อย่ารีรอในการได้มาท่องเที่ยวยังดินแดนแห่งน้ำแข็งและไฟนี้.

แม้ว่าการท่องเที่ยวชมภูเขาไฟได้เริ่มต้นแล้วในประเทศไอซ์แลนด์ และด้วยการระเบิดของเอยาฟยาลลาโจกุลล์ (Eyjafjallajökull) เมื่อปี 2010 การท่องเที่ยวนี้ได้ขยายวงกว้างมากขึ้น จะเห็นได้ว่ามีผู้คนหลายพันเลือกที่จะปีนเขาขับรถขับรถเลื่อนหิมะ หรือ บิน ไปยังปากปล่องภูเขาไฟแห่งนี้ โดยที่ไม่มีใครได้รับอันตรายจากการปะทุและผู้คนเลือกที่จะเดินทางไปเพื่อเป็นพยานสำหรับการแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจของพลังแห่งธรรมชาติที่นี่.



จนถึงตอนนี้คุณได้อ่านเกี่ยวกับไฟแห่งประเทศไอซ์แลนด์แล้ว คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำแข็งแห่งประเทศไอซ์แลนด์ได้ที่ ธารน้ำแข็งในประเทศไอซ์แลนด์.