12 ควรทำในประเทศไอซ์แลนด์หรอ? กิจกรรม, สถานที่, วัฒนธรรม อะไรที่ควรทำในประเทศไอซ์แลนด์

กิจกรรมยอดฮิต 12 อย่างที่คนไปเที่ยวไอซ์แลนด์ต้องห้ามพลาดมีอะไรบ้างทัวร์แบบไหนและสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ไหนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดมีสถานที่ไหนที่ต้องไปดูและกิจกรรมอะไรที่ต้องไปทำกันบ้างในกรณีที่ไม่ค่อยมีเวลาอยู่ในไอซ์แลนด์มากนักอ่านบทความนี้ให้จบแล้วคุณจะได้รู้ว่า 12 กิจกรรมที่คุณไม่ควรพลาดในไอซ์แลนด์นั้นมีอะไรบ้าง

เนื่องจากประเทศไอซ์แลนด์มีประสบการณ์มากมายที่รอให้คุณไปสัมผัส การที่ต้องตัดสินใจเลือกกิจกรรมท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับเวลาที่มีและเที่ยวแบบไม่ให้เกินงบประมาณที่ตั้งไว้อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนักในการวางแผนทริปท่องเที่ยวในไอซ์แลนด์

หลังจากที่เราได้พยายามและทดลองจัดทัวร์มาทุกรูปแบบทั้งกิจกรรมผจญภัยและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม Guide to Iceland จึงนับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในเรื่องการวางแผนทัวร์ให้เหมาะกับเวลาที่คุณมีในไอซ์แลนด์มากที่สุด 


และเพื่อเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคุณ เราจึงได้รวบรวม 12 กิจกรรมที่คุณไม่ควรพลาดทำเมื่อมาเยือนไอซ์แลนด์มาไว้ให้ ณ ที่นี้

แน่นอนว่ารายการทั้งหมดนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่เราได้คัดสรรเอากิจกรรมที่คนส่วนใหญ่ชอบทำ  กิจกรรมที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของไอซ์แลนด์ และกิจกรรมที่มีผลตอบรับดีมากๆ จากลูกค้าของเราที่มาจากทั่วทุกมุมโลกมารวมไว้ให้และเรามั่นใจว่าคุณเองก็จะต้องชอบสิ่งเหล่านี้เหมือนกันหรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเจอสักอันที่ใช่สำหรับคุณ

อันดับกิจกรรมแนะนำ

12. เพลิดเพลินกับทัวร์ดูวาฬ            

วาฬหลังค่อมกระโดดมาจากน้ำเครดิต: ทัวร์ดูปลาวาฬที่คุ้มค่ามากที่สุดในเรคยาวิก

มีสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่า 20 สายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในน้ำตามชายฝั่งทะเลของไอซ์แลนด์ ซึ่งก็มีตั้งแต่ชนิดที่มีขนาดเล็กอย่างฮาร์เบอร์พอร์พอยส์ไปจนถึงชนิดที่มีขนาดใหญ่ รับรองว่ามีคนไม่มากหรอกที่จะบอกว่าพวกเขาเคยได้เจอวาฬสีน้ำเงินในป่า



สายพันธุ์ที่พบได้บ่อย ได้แก่ วาฬมิงก์และวาฬหลังค่อม แต่ก็มีคนได้เห็นสัตว์หายากอย่างวาฬเพชฌฆาตและวาฬฟินกันอยู่เสมอ และเช่นเดียวกับทัวร์อื่นๆ ในไอซ์แลนด์ที่นักท่องเที่ยวจะมีโอกาสได้เห็นนกทะเลหลายชนิด ทั้งนกสคัวนกนางนวลอาร์กติกนกกิลเลอมอต หรือกระทั่งนกพัฟฟินที่มีจะงอยปากสีสดใส

ทัวร์ดูวาฬจะออกเดินทางได้จาก 3 แห่ง คือ เรคยาวิก (Reykjavík) อาคูเรยรี่ (Akureyri) และฮูสาวิค (Husavík) ทั้งสามเมืองนี้ถือเป็นเมืองหลวงแห่งการดูปลาวาฬของไอซ์แลนด์เลยก็ว่าได้ เพราะว่าพวกสัตว์จะต้องเดินทางผ่านฟยอร์ดที่อยู่ในฮูสาวิค และทั้งหมดนี้คือผลพลอยได้ของการที่มีแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์อยู่นอกชายฝั่งทะเลทางตอนเหนือของไอซ์แลนด์

มีมากกว่า 20สายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไอซ์แลนด์เครดิต: ปลาวาฬ & พัฟฟิน | คอมโบทัวร์จากท่าเรือเรคยาวิก 



ทัวร์ดูปลาวาฬ มีทั้งแบบที่ใช้เรือลำใหญ่และเรือเร็ว ซึ่งเรือลำใหญ่จะมีเทคโนโลยีการติดตามที่เชื่อถือได้ทำให้ไม่ค่อยพลาดโอกาสในการเจอปลาวาฬ เรือแบบนี้มักใช้สำหรับกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่ ส่วนเรือที่มีขนาดเล็กลงมาจะถูกนำมาใช้สำหรับกรุ๊ปขนาดเล็กที่ต้องการบรรยากาศแบบส่วนตัวมากขึ้น

11. สนุกสนานกับการขี่ม้า            

ถึงแม้ว่าพวกเขาจะถูกจัดเป็นจำพวกว่า

ม้าไอซ์แลนดิกได้รับการยอมรับว่าเป็นประชากร 4 ขาที่สร้างชื่อให้กับประเทศไอซ์แลนด์มากที่สุด พวกมันมีลักษณะโดดเด่นที่เห็นได้ชัดเจนด้วยความสูงอันน้อยนิด ช่วงขาที่สั้นและช่วงลำตัวที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ สายพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์พิเศษนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นม้าที่เชื่อง มีความทนทานต่อสภาพธรรมชาติที่รุนแรง และมีจังหวะการเคลื่อนไหวถึง 5 จังหวะด้วยกัน



อันที่จริงแล้วม้าไอซ์แลนดิกเป็นม้าสายพันธุ์ที่มีความพิเศษอยู่ในตัวมากมาย มากเสียจนต้องมีการสั่งห้ามไม่ให้มีการผสมข้ามสายพันธุ์กับม้าจากนอกไอซ์แลนด์เพื่อเป็นการรักษาลักษณะทางพันธุกรรมเฉพาะตัวเหล่านั้นเอาไว้ ดังนั้นม้าไอซ์แลนดิกที่ถูกนำออกนอกประเทศไปแล้วจึงจะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้ามาในประเทศได้อีก

เมื่อตัดสินใจเข้าไปมีส่วนร่วมในทัวร์ขี่ม้า นั่นหมายความว่านักท่องเที่ยวกำลังจะพาตัวเองไปสัมผัสกับธรรมชาติของประเทศไอซ์แลนด์ในวิถีดั้งเดิมที่ผ่านการพิสูจน์มายาวนานหลายศตวรรษตั้งแต่ยังเป็นม้าสายพันธุ์นอร์วีเจียนดั้งเดิมจนมีการพัฒนาจนกลายมาเป็นม้าไอซ์แลนด์ที่เราเห็นกันทุกวันนี้

ม้าไอซ์แลนดิก มีชื่อเสียงในเรื่อง ความฉลาด และความอ่อนโยน

 



ทัวร์ขี่ม้าในไอซ์แลนด์มีทั้งที่ออกแบบมาสำหรับคนที่ไม่เคยขี่ม้าเลยและคนที่พอจะมีประสบการณ์ในการขี่ม้ามาบ้างแล้ว ซึ่งแพ็กเกจเหล่านี้ควบคุมดูแลโดยครูผู้ฝึกที่มีใบอนุญาตและมีความรู้ในด้านการขี่ม้าเป็นอย่างดี แพ็กเกจขี่ม้าไอซ์แลนด์ส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 90 นาที (แบบที่นานกว่านี้ก็มี) และสำหรับคนที่ขี่ม้าได้คล่องแล้วถ้าอยากจะขี่ม้าไอซ์แลนด์วิ่งเหยาะๆ ดูสักรอบก็สามารถทำได้

10. ท่องราตรีในเรคยาวิก                  

ภาพจากที่เที่ยวกลางคืนในประเทศไอซ์แลนด์เครดิต: แฮปปี้อาวร์ |  ร้านนั่งดื่มที่มีราคาถูกที่สุดในเรคยาวิก 

สำหรับชาวเมืองไอซ์แลนด์การท่องราตรีก็เหมือนเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่ง พวกเขาไม่ลังเลที่จะคว้าโอกาสในการหาความเพลิดเพลินเล็กๆ น้อยๆ ให้กับตัวเองก่อนที่แต่ละคืนจะผ่านพ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการออกไปดื่มเบียร์เย็นๆ ซึ่งเพิ่งจะเป็นสิ่งถูกกฎหมายเมื่อปี 1989 นี่เอง หรือบางทีก็แค่อยากออกไปสนุกท่ามกลางความมืดมิดหนาวเย็นที่แผ่ปกคลุมผืนดินไอซ์แลนด์เป็นประจำทุกปี



ดาวน์ทาวน์เรคยาวิกเต็มไปด้วยบาร์ ร้านกาแฟร้านอาหาร และสถานที่แฮงก์เอาท์พบปะสังสรรค์ ซึ่งสถานที่เหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติทั้งชาวไอซ์แลนด์และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ดังนั้นจึงเป็นแหล่งที่เหมาะมากสำหรับการมาหาเพื่อนคุยใหม่ๆ

และเพื่อไม่ให้บรรดานักท่องราตรีต้องกระเป๋าฉีก (เพราะชีวิตกลางคืนในไอซ์แลนด์นั้นแพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน) สถานที่เหล่านี้จึงมักจะจัดโปรโมชั่นในช่วงแฮปปี้อาวร์ให้อย่างน้อยก็สามชั่วโมง นอกจากนี้ส่วนใหญ่ก็ยังมีข้อเสนอส่วนลดและสิ่งล่อใจอื่นๆ มาไว้เอาใจนักดื่มด้วย

เบียร์การ์เด้น ของ บาร์บอสตัน ที่คนนิยมกันเครดิต: แฮปปี้อาวร์ |  ร้านนั่งดื่มที่มีราคาถูกที่สุดในเรคยาวิก 



ออกไปสนุกให้สุดเหวี่ยง! เรคยาวิกก็เช่นเดียวกันกับดาวน์ทาวน์ของเมืองอื่นๆ ทั่วโลกที่ยิ่งดึกก็ยิ่งคึกคัก

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือสถานที่เหล่านี้มักจะตั้งอยู่ในละแวกเดียวกับโรงแรมและเกสต์เฮาส์ส่วนใหญ่ ดังนั้นแม้จะดื่มหนักไปหน่อยก็ไม่ต้องกังวลเพราะแค่เดินเป๋ไปเป๋มาไม่กี่ก้าวก็ถึงที่พักแล้ว


9. เที่ยวทะเลสาบมิวาทน์ทางตอนเหนือของไอซ์แลนด์                  

อ่างน้ำร้อน เนามาส์การ์ด ในทางเหนือของประเทศ

ความเชื่อที่ว่าประเทศไอซ์แลนด์ไม่มีแมลงนั้นเป็นเรื่องจริงที่ใช้ได้กับพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ถ้าได้ไปเที่ยวทะเลสาบมิวาทน์หรือที่เรียกกันว่า “ทะเลสาบแมลงวัน” ในช่วงฤดูร้อนแล้วล่ะก็รับรองว่าจะต้องปรับความคิดแทบไม่ทัน



เพราะว่าอันที่จริงแล้วแถวบริเวณริมทะเลสาบอาจมีฝูงแมลงนอกรีตส่งเสียงหึ่งๆ บินวนเวียนไปมาอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย จนบางทีต้องคว้าหมวกตาข่ายและเสื้อแขนยาวขึ้นมาสวมใส่

สำหรับในฤดูหนาวแมลงเหล่านี้จะไม่มาให้เห็นเลย และในฤดูร้อนเองก็แทบจะไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความงดงามของบริเวณรอบๆ ทะเลสาบแห่งนี้แม้แต่น้อย นักท่องเที่ยวที่มาเยือนบริเวณนี้ยังสามารถชื่นชมความสวยงามของปล่องภูเขาไฟเทียมสกูตูสตาดากีการ์ (Skútustaðagígar) ทุ่งพลังงานความร้อนใต้พิภพนอมัสการ์ด (Námaskarð) และดิมมูบอร์กิร์ (Dimmuborgir) หรือปราสาทดำซึ่งมีหินภูเขาไฟรูปทรงสวยแปลกตาอยู่ทั่วบริเวณได้ตามปกติ

8. ผ่อนคลายที่บลูลากูนสปา                

 


บลูลากูนเป็นสปาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในไอซ์แลนด์ ซึ่งอาจเป็นเพราะที่นั่นมีทำเลที่อยู่ใกล้กับสนามบิน หรืออาจเป็นเพราะสรรพคุณของโคลนซิลิกา หรือการที่มีน้ำร้อนให้ลงไปแช่ตัวเพื่อผ่อนคลาย หรืออาจเป็นเพราะเสน่ห์ของวิวโดยรอบพร้อมกับไอจากน้ำร้อนที่คุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา แม้จะไม่สามารถสรุปจุดขายของบลูลากูนได้อย่างชัดเจน แต่ที่แน่ๆ คือมันช่วยบำบัดอาการเจ็ตแล็กได้เป็นอย่างดีจึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั้งจากชาวไอซ์แลนด์เองและนักท่องเที่ยว



หากบลูลากูนมีราคาที่แพงเกินไปสำหรับคุณ ไอซ์แลนด์ก็ยังมีสปาที่ให้ประสบการณ์คล้ายกันอยู่อีกหลายแห่ง เช่น ซีเครทลากูน หรือ Secret Lagoon (อยู่ใกล้กับเส้นทางวงกลมทองคำ) และอ่างน้ำธรรมชาติมิวาทน์ (Mývatn Nature Baths) ทางตอนเหนือ



7. แวะชมน้ำตกเดตติฟอสส์ทางตอนเหนือของไอซ์แลนด์               

น้ำตกเดตติฟอสที่ไหลแรงที่สุดในยุโรป

น้ำตกเดตติฟอสส์ (Dettifoss)ใน อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park) ที่อยู่ทางตอนเหนือของไอซ์แลนด์นับว่าเป็นน้ำตกที่ทรงพลังมากที่สุดในยุโรป



น้ำตกเดตติฟอสส์ เกิดจากน้ำในแม่น้ำโจกุลซ์เอา เอา ฟยอ์ลลุม (Jökulsá á Fjöllum) ตกกระทบลงไปยังหุบเขาโจกุลซาร์กล์ยูฟูร์ (Jökulsárgljúfur Canyon) ด้านล่างที่ความสูง 44 เมตร ส่งเสียงดังกึกก้องและก่อให้เกิดละอองน้ำฟุ้งกระจายไปทั่ว จนทำให้เกิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความสวยงามน่าตื่นตามากที่สุดแห่งหนึ่งในไอซ์แลนด์

การเดินทางไปยังน้ำตกเดตติฟอสส์ให้ใช้เส้นทางหมายเลข 862 มุ่งตรงขึ้นไปที่ด้านบนของวงกลมเพชร ซึ่งเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ เส้นทางนี้เป็นวงแหวนเหมือนกันแต่ไม่โด่งดังเท่ากับเส้นทางวงกลมทองคำที่ขึ้นชื่อเรื่องสวยงาม นอกจากน้ำตกเดตติฟอสส์แล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถแวะชมสถานที่ต่างๆ ที่อยู่บนวงกลมเพชร ได้แก่ เมืองฮูสาวิค (Húsavík) หุบเขาเอาส์บิร์กิ (Ásbyrgi Canyon) และทะเลสาบมิวาทน์(Lake Mývatn)

6. แวะชมฟยอร์ดทางตะวันตก                   

หมุ่บ้านตกปลาที่โปลุงกาวีค

เช่นเดียวกับทางฝั่งตะวันออกของประเทศไอซ์แลนด์ ฟยอร์ดทางตะวันตกเป็นภูมิภาคที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติมากนัก ไม่เหมือนกับทางตอนใต้ ตะวันตกเฉียงใต้และตอนเหนือของประเทศ แต่ที่นี่ก็มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและขึ้นชื่อในเรื่องประเพณีและความเชื่อ เรื่องลึกลับมหัศจรรย์และเวทมนตร์คาถา และนอกจากนี้ฟยอร์ดทางตะวันตกก็ยังมีทัศนียภาพที่สวยและน่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นเลย โดยมีสถานที่น่าสนใจมากมายตั้งแต่หน้าผาฮอร์นสตรานเดอร์ (Hornstrandir) อันสูงตระหง่านไปจนถึงน้ำตกดินยานดิ (Dynjandi waterfalls) ที่มีน้ำไหลแรงตลอด



ฟยอร์ดทางตะวันตกยังมีดรังกาโจกุล (Drangajökull) ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งที่อยู่ทางตอนเหนือสุดของไอซ์แลนด์ มีอ่าวอาร์นาฟยอร์ดูร์ (Arnarfjörður) อันสวยงาม มีภูเขาโบลาฟยอร์ล (Bolafjall) ที่ตั้งเด่นเป็นสง่า และมีเกาะแฟลทเทย์ (Flatey) ที่เต็มไปด้วยนกพัฟฟิน ซึ่งสถานที่เหล่านี้และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อีกหลายแห่งล้วนทำให้ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของไอซ์แลนด์มีภูมิประเทศที่สวยงามไม่แพ้ภูมิภาคอื่นใด

อาร์นาร์์ฟยอร์ดูร์  ฟยอร์ดที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับสอง ตั้งอยู่ที่ ฟยอร์ดทางตะวันตกของประเทศไอซ์แลนด์



สำหรับคนที่สนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้ แนะนำให้เข้าชมอาร์กติกฟอกซ์เซ็นเตอร์ (Arctic Fox Centre) พิพิธภัณฑ์เวทมนตร์และแม่มด (Museum of Witchcraft and Sorcery) เวสต์ฟยอร์ดเฮอริเทจมิวเซียม (Westfjords Heritage Museum) และไอซ์แลนดิกซีมอนสเตอร์มิวเซียม (Icelandic Sea Monster Museum)

5. เที่ยวทะเลสาบธารน้ำแข็งโจกุลซาลอน                 

ธารน้ำแข็งโจกุลซาลอน ที่มีอสงเหนือล่องลอยอยู่ด้านบน

สำหรับประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันสวยงามน่าประทับใจอยู่นับไม่ถ้วน ถ้าจะให้เลือกมาหนึ่งแห่งที่คิดว่ามีเสน่ห์น่าสนใจมากกว่าที่อื่นๆ นั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก แต่หากต้องเลือกจริงๆ ทะเลสาบธารน้ำแข็งโจกุลซาลอน (Jökulsárlón Glacier Lagoon) ก็เป็นอันต้องชนะเลิศทุกครั้งไป



โจกุลซาลอนเป็นทะเลสาบสงบนิ่งซึ่งถูกแต่งแต้มด้วยธารภูเขาน้ำแข็งที่ส่องประกายวับวาวในขณะที่พากันลอยเลื่อนเคลื่อนขบวนเบียดเสียดกันเป็นแถวยาวจากเปรียดาร์แมร์คูร์โจกุล (Breiðamerkurjökull) ไปยังมหาสมุทรแอตแลนติก

ในขณะที่นักท่องเที่ยวบางคนเลือกที่จะใช้บริการทัวร์ล่องเรือโซดิแอก บางคนก็อาจจะอยากนั่งอยู่ที่ริมฝั่งเพื่อเฝ้ามองฝูงแมวน้ำขี้เล่นดำผุดดำว่ายไปรอบๆ ก้อนน้ำแข็ง

ทะเลสาบธารน้ำแข็งโจกุลซาลอนกินบริเวณกว้างขึ้นทุกปีเนื่องจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ค่อยๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้น ในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้าคาดกันว่าทะเลสาบแห่งนี้อาจจะกลายเป็นฟยอร์ดแห่งใหม่ไปเลยก็ได้ แม้ว่าอาจจะฟังดูเป็นไปไม่ได้แต่ตอนนี้ธารน้ำแข็งในไอซ์แลนด์ก็กำลังละลายอย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่ออยู่แล้ว



หาดไดม่อนบีช ที่ห่างจากธารน้ำแข็งแค่ 5นาที

เพียงเดิน 5 นาทีจากบริเวณทะเลสาบแห่งนี้ นักท่องเที่ยวจะได้เห็นหาดไดมอนด์บีช ซึ่งตั้งชื่อได้เหมาะสมกับภาพที่ปรากฏมากเพราะเมื่อก้อนน้ำแข็งลอยมาเกยตื้นที่บนชายหาดทรายสีดำสนิทจะเกิดเป็นทัศนียภาพที่สวยงามแปลกตามากที่สุดแห่งหนึ่งในไอซ์แลนด์

4. แช่ตัวในสระน้ำร้อนธรรมชาติ                   

ผ่อนคลายในแม่น้ำร้อน เรคยาดาลูร์เครดิต: 5 แหล่งน้ำพุร้อนที่ดีทีสุดในไอซ์แลนด์

หากจะพูดกันตามสภาพทางภูมิศาสตร์แล้ว ไอซ์แลนด์ถือว่าเป็นประเทศที่ยังมีอายุไม่มากนัก เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ยังมีแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพที่คุกรุ่นอยู่ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนไอซ์แลนด์ต่างก็เพลิดเพลินสนุกสนานไปกับบ่อโคลนเดือด หลุมไอน้ำจากภูเขาไฟ และน้ำพุร้อนที่พุ่งทะยานขึ้นฟ้า เช่นที่ สโทรคูร์(Strokkur) ซึ่งอยู่ในแพ็กเกจทัวร์บนเส้นทางวงกลมทองคำ



แต่กิจกรรมเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ยั่วยวนใจมากนัก เพราะว่าสิ่งที่น่าอิจฉามากที่สุดของการอยู่อาศัยในประเทศที่ยังมีแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพคือการที่มีสระน้ำร้อนธรรมชาติกระจายอยู่ทั่วทุกหนแห่ง


ทัวร์น้ำพุร้อนที่ออกแบบมาเพื่อวันพักผ่อนสุดพิเศษนั้นยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการบำบัดอาการเจ็ตแล็กและอาการเมาค้างด้วย แต่ในขณะเดียวกันการได้แช่น้ำร้อนพร้อมกับดื่มเบียร์ไปด้วยก็เป็นอะไรที่ผ่อนคลายมากทีเดียว (ตราบใดที่คุณรักษาความสะอาด) นอกจากนี้บ่อน้ำร้อนยังเป็นสถานที่พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกับนักเดินทางท่านอื่น และยังอาจใช้เป็นสถานที่ชมแสงเหนือได้ด้วย 

3. เที่ยววงกลมทองคำ ขี่สโนว์โมบิลและสน็อร์กเกิ้ล                

สโนว์โมบิล เหมือนกับการเที่ยวชมวิวไปด้วยเครดิต: สโนว์โมบิลในไอซ์แลนด์ | คู่มือที่ห้ามพลาด

วงกลมทองคำเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์ ซึ่งบนเส้นทางนี้ประกอบไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวหลัก 3 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติธิงเวลลีย์ (Þingvellir National Park) ทุ่งน้ำพุร้อนเฮยคาดาลูร์ (Haukadalur Geothermal Valley) และน้ำตกกุลล์ฟอสส์ (Gullfoss Waterfall)



นักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกที่จะเที่ยวชมเส้นทางวงกลมทองคำแค่ในช่วงเช้า ในขณะที่คนอีกจำนวนไม่น้อยขอใช้เวลาหนึ่งวันเต็มๆ กับเส้นทางนี้ หรือแม้กระทั่งมีการซื้อทัวร์เพื่อเพิ่มกิจกรรมดำน้ำสน็อร์เกิ้ลหรือทัวร์ขี่สโนว์โมบิลอันน่าตื่นเต้นเข้าไปในทริปวงกลมทองคำนี้ด้วย

อุทยานแห่งชาติธิงเวลลีย์มีความสำคัญกับชาวไอซ์แลนด์อยู่หลายอย่างด้วยกัน สำหรับความสวยงามนั้นถือว่ามีความสำคัญน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับการที่อุทยานแห่งนี้เคยเป็นสถานที่สร้างชาติไอซ์แลนด์ (ในปีค.ศ. 930 รัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยแห่งแรกได้ถือกำเนิดขึ้นในบริเวณนี้) และเป็นสถานที่ตั้งของรอยแยกซิลฟรา หรือ Silfra Fissure (ซึ่งเป็นหุบเขารอยเลื่อนระหว่างแผ่นเปลือกโลกของทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยูเรเชียและรอยแยกนี้ยังติดอันดับ 1 ใน 10 จุดดำน้ำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกด้วย) 

อุทยานแห่งชาติธิงเวลลีย์ เป็นสถานที่เดียวในประเทศไอซ์แลนด์ที่เป็น มรดกโลกของ ยูเนสโก้



เฮยคาดาลูร์เป็นที่ตั้งของแหล่งน้ำพุร้อนอันโด่งดังอย่างไกเซอร์ (Geysir) และสโตรกคัวร์ (Strokkur) ซึ่งอันหลังนี้จะมีน้ำพุ่งขึ้นสูงกว่า 20 เมตรในทุกๆ 5 นาทีโดยประมาณ  นอกจากนี้ภายในทุ่งน้ำพุร้อนแห่งนี้ยังมีบ่อไอเดือดและบ่อโคลนเดือดให้เห็นอีกมากมายนับไม่ถ้วน

ถัดไปทางเหนืออีก 10 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวจะได้พบกับน้ำตกกุลล์ฟอสส์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งที่สามและเป็นจุดสุดท้ายบนเส้นทางวงกลมทองคำ น้ำตกสูง 32 เมตรแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของน้ำตามธรรมชาติในไอซ์แลนด์ได้เป็นอย่างดีเมื่อมวลน้ำมหาศาลตกกระทบลดหลั่นกระแทกชั้นหินถึงสองชั้นก่อนไหลลงไปในหุบเขาด้านล่าง และต่อจากน้ำตกกุลล์ฟอสส์ นักท่องเที่ยวจำนวนมากมักจะเลือกทำกิจกรรมสนุกๆ กับทัวร์ขี่สโนว์โมบิลไปบนธารน้ำแข็งลางโจกุล (Langjökull) ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของไอซ์แลนด์

2. ชมแสงเหนือ               

แสงออโรร่า เป็นอะไรที่สวยงามบนท้องฟ้าเสนมอ

สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดให้คนมาเที่ยวไอซ์แลนด์มากที่สุดคือตำแหน่งที่ตั้งของประเทศซึ่งอยู่ในบริเวณขั้วโลกและสิทธิพิเศษมากมายที่ไอซ์แลนด์ได้รับจากตำแหน่งนี้ และที่เราพูดมานั้นก็คือแสงเหนือ หรือที่เรียกกันว่าออโรรา บอเรลลีส ปรากฏการณ์แสงจากธรรมชาติที่เกิดขึ้นเฉพาะในฤดูหนาวและจะเกิดเฉพาะในแถบขั้วโลกเท่านั้น คลื่นแสงสีม่วง สีเขียว และสีทองที่เต้นระบำส่ายไปมาดูคล้ายผืนริบบิ้นที่ปลิวอยู่บนท้องฟ้านี้เป็นปรากฏการณ์ที่เหลือเชื่อและไม่ว่าใครก็อยากมาเห็นด้วยตาตนเองกันทั้งนั้น



แสงเหนือขึ้นชื่อมากในเรื่องการคาดเดาได้ยาก และมันก็ทำให้นักเดินทางนับพันๆ คนต้องผิดหวังกับการผลุบๆ โผล่ๆ ของมันมาแล้ว การที่จะได้พบเจอกับแสงเหนือนั้นต้องมีสภาวะที่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบจริงๆ คือต้องไม่มีเมฆมาบดบัง ต้องมีการเกิดกิจกรรมการปะทะในย่านแม่เหล็กแม็กนีโตสเฟียร์ และต้องปราศจากมลภาวะทางแสงด้วย นั่นแหละแสงเหนือจึงจะโผล่ออกมาให้ได้ยลโฉม

แสงเหนือจะออกมาเมื่อไหร่ ออกมาตรงไหน หรือจะเต้นระบำอยู่นานแค่ไหนนั้นไม่สามารถรู้ได้แน่ชัด แต่ก็ยังพอมีวิธีที่เป็นประโยชน์ซึ่งคุณสามารถนำไปใช้เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการได้เห็นแสงเหนืออยู่บ้าง

แสงเหนือมักจะเป็นสีเขียว แต่บางครั้งก็เป็นสีแดง และ สีทองได้เหมือนกัน



อย่างแรกเลยคือถ้าคุณไปกับทัวร์ที่มีไกด์พาชมแสงเหนือ คุณก็จะมีโอกาสในการเห็นแสงเหนือแบบชัดเจนได้ง่ายขึ้น ไกด์เหล่านี้ไม่ได้แค่มีประสบการณ์ในการหาตำแหน่งที่มืดที่สุดหรือเหมาะสมที่สุดในการชมแสงเหนือเท่านั้น แต่พวกเขายังมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่จะแบ่งปันเพื่อสร้างสีสันให้กับการรับชมแสงเหนือของคุณด้วย แถมพวกเขายังรู้เทคนิคเจ๋งๆ ในการถ่ายรูปแสงเหนือด้วยนะ

1. เดินบนธารน้ำแข็งและเข้าชมถ้ำคริสตัล                    

รูปร่างระยิบระยับ ของถ้ำน้ำแข็งในประเทศไอซ์แลนด์

ชื่อของไอซ์แลนด์มีความหมายตรงตัวว่าเป็นดินแดนที่มีภูมิทัศน์เป็นน้ำแข็ง แต่บางครั้งบางสถานที่ก็ไม่เป็นน้ำแข็งสมกับชื่อ จะมีก็แต่ภูเขาน้ำแข็งลอยน้ำ แท่งน้ำแข็งที่ยื่นออกมาในทะเล และถ้ำคริสตัลหรือถ้ำน้ำแข็งที่เป็นสีฟ้าระยิบระยับ



ถึงกระนั้นก็ยังเป็นเรื่องแปลกไม่น้อยที่ประเทศไอซ์แลนด์กลับไม่ได้มีอุณหภูมิรุนแรงมากนัก อย่างน้อยๆ ก็ยังมีวันที่อุ่นอยู่บ้างในช่วงฤดูร้อน แต่ในฤดูหนาวนั้นไอซ์แลนด์ก็มีอากาศสมกับชื่อที่ได้รับอยู่เหมือนกัน และสภาพแวดล้อมของไอซ์แลนด์ยังถูกปกคลุมสลับไปมาระหว่างความมืดมิดและหิมะที่ขาวโพลนเป็นประกาย

เพราะว่าภาวะโลกร้อนทำให้ธารน้ำแข็งในประเทศไอซ์แลนด์ อยู่ในความเสี่ยงมากกว่าเมื่อก่อน

ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอบคุณสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นน้ำแข็งในไอซ์แลนด์ เช่น ธารน้ำแข็งต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมได้ตลอดทั้งปี ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องดีสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากจะไปเห็นธารน้ำแข็งขนาดยักษ์แบบใกล้ชิด รวมถึงนักท่องเที่ยวที่อยากจะไปสวมรองเท้าตะปูสำหรับย่ำหิมะเพื่อปีนป่ายบนชั้นน้ำแข็งด้วย



 

แล้วคุณเองล่ะรู้สึกเพลิดเพลินไปกับ 12 กิจกรรมยอดฮิตที่ห้ามพลาดในไอซ์แลนด์เหล่านี้หรือเปล่าแล้วจากลิสต์ของเรานี้คุณได้เจอกิจกรรมอะไรที่คุณสนใจอยากไปทำเป็นพิเศษหรือไม่ หรือว่าคุณคิดว่ายังมีกิจกรรมอะไรที่เรายังตกหล่นอยู่บ้างไหมเรายินดีรับฟังทุกอย่างคุณสามารถเข้ามาสอบถามหรือแชร์ไอเดียเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ได้ที่กล่องคอมเม้นต์เฟซบุ๊คด้านล่าง