ไอซ์แลนด์ เกาะที่มีภูมิประเทศสวยงามน่าประทับใจ มีแม่น้ำไหลผ่านทะเลทรายและมีไฟปะทุขึ้นจากน้ำแข็ง เราอาจเรียกได้ว่าดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ดินแดนที่มีองค์ประกอบทางธรรมชาติสลับไปมาระหว่างไฟกับน้ำแข็ง สองธาตุจากบรรพกาลที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว และดินแดนที่ฤดูหนาวไร้แสงสว่างในช่วงกลางวันและฤดูร้อนที่ราตรีปราศจากความมืด



10 ข้อต่อไปนี้จะทำให้คุณทราบว่ามีกิจกรรมและสถานที่ท่องเที่ยวไหนบ้างที่น่าสนใจและทำให้คุณสัมผัสถึงหัวใจของไอซ์แลนด์ได้อย่างแท้จริง หัวใจที่แม้ภายนอกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งแต่ภายในกลับมีไฟลุกโชติช่วงชัชวาล เราไม่ได้จัดอันดับให้รายการที่อยู่ด้านล่างนี้แต่อย่างใดเพราะว่าทุกแห่งนั้นควรค่าแก่การไปเยือนอย่างเสมอภาค





10. ภูเขาไฟเฮคลา 

ภูเขาไฟเฮคลา (Hekla) เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่คุกรุ่นที่สุดในโลกโดยภูเขาไฟลูกนี้มีความสูง 1,500 เมตร (5,000 ฟุต) ตั้งตระหง่านอยู่ทางตอนใต้ของไอซ์แลนด์และรอเวลาที่จะปะทุคำรามปลดปล่อยเปลวเพลิงแห่งหายนะออกมาอีกครั้ง

จากหลักฐานที่บันทึกไว้ภูเขาไฟเฮคลาระเบิดเป็นครั้งแรกในปี 1104 และตั้งแต่นั้นมาก็มีการระเบิดครั้งใหญ่ๆ อีกประมาณ 20-30 ครั้ง ในสมัยยุคกลางภูเขาไฟลูกนี้ก็คุกรุ่นอยู่ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษจนทำให้ชาวยุโรปในยุคนั้นมีตำนานเล่าขานว่าสถานที่แห่งนี้เป็นประตูสู่นรกภูมิ

ม้าไอซ์แลนด์ ที่โดนเด่น

ในปี 1180 เฮอร์เบิร์ตแห่งแกลร์โว ซึ่งเป็นนักบวชซิสเตอร์เชียนได้เขียนไว้ในเดอ มิราคูลิส (De Miraculis) ของเขาดังนี้:

“หม้อแห่งไฟที่ซิซิลีอันโด่งดังซึ่งมีฉายาว่าปล่องไฟแห่งนรก … แทบจะกลายเป็นเตาขนาดเล็กไปเลยเมื่อเทียบกับไฟนรกมหึมาที่นี่”

ในยุคปัจจุบันภูเขาไฟเฮคลากับทัศนียภาพตะปุ่มตะป่ำของมันได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปินและผู้สร้างภาพยนตร์หลายท่าน เช่น ผู้กำกับริดลีย์ สก็อตต์ ที่มาถ่ายทำบางส่วนของหนังเรื่องโพรมีธีอุสที่นี่เพราะภูมิประเทศบริเวณภูเขาไฟคล้ายกับดวงจันทร์และเหมาะจะใช้เป็นดาวเคราะห์ของมนุษย์ต่างดาวที่มาจากมุมที่มืดที่สุดของจักรวาล

หากคุณอยากขับรถเที่ยวเฮคลาด้วยตัวเอง อย่างแรกเลยคือห้ามจำสับสนระหว่างภูเขาไฟเฮคลากับเฮลลา (Hella) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆ กัน



9. หาดเรย์นิสฟยารา

เรนิสแดรงเกอร์ ในประเทศไอซ์แลนด์ ถ่ายโดยคุณ  Iurie Belegurschi.

เรย์นิสฟยารา (Reynisfjara) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเรคยาวิก (Reykjavik) ไปประมาณ 180 กม. (110 ไมล์) มีหาดทรายสีดำกับทัศนียภาพอันงดงามของเกลียวคลื่นที่ถาโถมเข้ากระทบฝั่งและเสาหินบะซอลต์หกเหลี่ยมของภูเขาเรย์นิสฟยารา 

กำแพงหินขนาดยักษ์ 3 อันนี้ผ่านการซัดกระหน่ำของพายุในทะเลแอตแลนติกเหนือมานมนาน โดยเชื่อกันว่าพวกมันคือสัตว์ประหลาดโทรลล์ที่โดนแสงแดดจนตัวแข็งกลายเป็นหินต้องมายืนให้ละอองน้ำทะเลสาดใส่อยู่อย่างนี้ แถมยังต้องประจันหน้ากับถ้ำมืดรูปร่างพิลึกในหน้าผาบนชายฝั่งที่มองดูเหมือนกับว่าหน้าผานั้นอ้าปากได้ด้วย 

คาบมหาสมุทร ดิร์โอลาเอย์ ที่ทางใต้ของประเทศไอซ์แลนด์

เดินไปอีกนิดหน่อยก็จะเจอกับดีร์โฮเลย์ (Dyrhólaey) หินลาวาดำขนาดมหึมาสูง 120 เมตร (400 ฟุต) ก่อตัวเป็นรูปโค้งตั้งตระหง่านอยู่ในทะเลจนเกิดเป็นคาบสมุทรขึ้นและจากบนนั้นนักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นธารน้ำแข็งกลาเซียมิร์ดาลสโจกุล (Mýrdalsjökull) อันยิ่งใหญ่รวมถึงวิวชายฝั่งทะเลทางตอนใต้อันงดงามของไอซ์แลนด์ด้วย 

มีแพ็กเกจทัวร์แบบมีไกด์พาเที่ยวพาไปที่ชายหาดแห่งนี้อยู่ตลอด โดยจะออกเดินทางจากหมู่บ้านวิก (Vík) ที่อยู่ใกล้ๆ กัน หากคุณตั้งใจจะไปที่นี่คนเดียวก็ให้ระมัดระวังตัวเอาไว้ด้วยเนื่องจากทะเลบริเวณนี้มีอันตรายมากเพราะมันมีอุณหภูมิที่เย็นจัด มีคลื่นลมแรงและคลื่นมหาภัยที่ชอบโจมตีตอนทีเผลอ และมีกระแสน้ำที่รุนแรงมาก

บริเวณนี้ห้ามลงเล่นน้ำอย่างเด็ดขาดและควรอยู่ห่างจากคลื่นอย่างน้อย 20-30 เมตร (65-100 ฟุต) ด้วย



8. บลูลากูน

เบลาอา โลนิด (Bláa lónið) หรือบลูลากูน เป็นสปาพลังงานความร้อนใต้พิภพที่ใช้น้ำทะเลซึ่งเชื่อว่ามีสรรพคุณในการรักษาโรคโดยธรรมชาติ น้ำที่นี่อุดมไปด้วยซิลิกาและแร่ธาตุที่ช่วยในการรักษาโรงผิวหนังโดยเฉพาะโรคสะเก็ดเงิน และที่บลูลากูนก็มีคลินิกพิเศษสำหรับรักษาโรคผิวหนังด้วย

นอกจากนี้ยังมีสปาทรีตเม้นต์สุดหรูหลากหลายรูปแบบและหากใครหิวก็สามารถหาซื้ออาหารรับประทานกันได้ที่ร้านอาหารลาวา

บลูลากูนเป็นสถานที่ซึ่งคุณจะได้สัมผัสกับประสบการณ์สุดพิเศษและน้ำสีฟ้าขุ่นราวกับน้ำนมที่ล้อมรอบด้วยลาวาก็ทำให้มันมีเสน่ห์และดูน่าค้นหาอยู่เสมอ

บลูลากูนเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่คนชื่นชอบมากที่สุดมานานมากแล้ว โดยตั้งอยู่บนคาบสมุทรเรคยาเนส (Reykjanes Peninsula) ใกล้กับสนามบินนานาชาติเคฟลาวิก ใช้เวลาขับรถเพียง 40 นาทีจากเมืองหลวง

คาบสมุทรเรคยาเนสโด่งดังเพราะมีภูมิประเทศแบบดิบๆ ที่เต็มไปด้วยเป็นหินคล้ายกับบนดวงจันทร์และหากได้ไปเที่ยวที่นี่ก็ไม่ควรพลาดไปหมู่บ้านชาวประมงที่กรินดาวิค (Grindavík) ด้วย 



7. สระน้ำเซลยาวาทล่าเลยก์ 

สระน้ำเซลยาวาทล่าเลยก์ (Seljavallalaug) สร้างขึ้นในปี 1923 โดยเป็นสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่เก่าแก่ที่สุดในไอซ์แลนด์ สถาปัตยกรรมอันชาญฉลาดเหนือความคาดหมายแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นไหล่เขาทำให้มีช่องทางให้น้ำอุ่นธรรมชาติไหลผ่านหน้าหินลงไปในสระพอดิบพอดี อีกทั้งหน้าหินยังทำหน้าที่เสมือนเป็นผนังด้านหนึ่งของสระไปในตัว

สระน้ำเซลลาย์วัลลาเลยก์ นั้นอุ่นทั้งปี :)

สระว่ายน้ำจากพลังงานความร้อนใต้พิภพที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครแห่งนี้จึงแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการเอาชนะธรรมชาติของมนุษย์ในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี และเซลยาวาทล่าเลยก์ก็ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ซึ่งในบริเวณนั้นจะมีก็แต่ลำห้วยที่มีน้ำเดือดปุดๆ และธารน้ำที่ไหลผ่านภูมิประเทศอันงดงามราวกับสรวงสวรรค์

จากเซลยาเวลลีร์ (Seljavellir) ในทางตอนใต้ของไอซ์แลนด์ คุณสามารถเดินไปยังเซลยาวาทล่าเลยก์ได้เลย มีเส้นทางเดินสะดวกสบายและจากลานจอดรถเดินไปถึงสระน้ำก็ใช้เวลาแค่ประมาณ 15 นาที

หากขับรถจากเรคยาวิกมาสระน้ำแห่งนี้จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงและการเช่ารถขับเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยให้ขับลงใต้ไปตามถนนวงแหวนทองคำมุ่งหน้าไปยังน้ำตกสโกการ์ฟอสส์ (Skógafoss Waterfall) และให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนหมายเลข 242 ก่อนถึงสโกการ์ฟอสส์เล็กน้อยเพื่อไปที่เซลยาเวลลีร์  



6. เขตอนุรักษ์ธรรมชาติฮอร์นสตรานเดอร์

พื้นที่ทางฝั่งเหนือสุดของฟยอร์ดทางตะวันตกที่เรียกว่าฮอร์นสตรานเดอร์ (Hornstrandir) มีความผูกพันอยู่กับนิยายซากาและเคยมีประชากรอาศัยอยู่จนกระทั่งเมื่อช่วงสิบปีแรกของศตวรรษที่ 20 หน้าผาขนาดมหึมาแห่งนี้มีความสูง 534 เมตรจากระดับน้ำทะเลและเป็นบ้านที่สมบูรณ์แบบของนกทะเลฝูงใหญ่ที่สุดในโลก

ฮอร์นสตรานดิร์ ที่ฟยอร์ดทางตะวันตกของประเทศไอซ์แลนด์

เนื่องจากบริเวณนี้มีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น ขาดแคลนเทคโนโลยี มีสภาพทางธรณีวิทยาที่ถูกลอยแพให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว และยากที่จะติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกได้ (แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีปัญหาแล้ว) ทำให้ประชากรจำนวนน้อยนิดที่เคยอยู่อาศัยในชุมชนห่างไกลที่ยังใช้ม้าเป็นพาหนะกันอยู่แห่งนี้มีพิธีกรรมและความเชื่อเป็นของตนเองโดยเฉพาะทัศนคติเกี่ยวกับการสมรสกับสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน

โชคยังดีที่ปัจจุบันฟาร์มและหมู่บ้านในแถบนี้ไม่มีคนอาศัยอยู่แล้ว ทุกวันนี้มีนักท่องเที่ยวไม่น้อยที่ต้องการเดินทางเข้าไปชื่นชมภูมิประเทศทอันสวยงามและโดดเดี่ยวแห่งนี้

คุณสามารถเข้าไปยังเขตอนุรักษ์ธรรมชาติฮอร์นสตรานเดอร์ด้วยเรือเฟอร์รี่จากฟยอร์ดอีสาฟยอร์ดูร์ (Ísafjörður) และจากเขตสตรานเดอร์ (Strandir District)



5.ฮูเซย์ในทิศตะวันออกของไอซ์แลนด์

ฮูเซย์ (Húsey) อยู่ตรงกลางระหว่างแม่น้ำธารน้ำแข็งกลาเซีย 2 สายและถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขา ที่นี่จึงมีทริปสั้นๆ ให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของไอซ์แลนด์รอคุณอยู่มากมาย

นอกจากนี้ยังมีพืชพรรณถึง 175 ชนิดที่เจริญเติบโตอยู่ทั่วไป (มากกว่าที่อื่นใดในไอซ์แลนด์) ทำให้ฮูเซย์กลายเป็นที่อยู่อาศัยของนกจำนวนมากถึง 30 สายพันธุ์ ซึ่งพวกมันจะมาครอบครองพื้นที่บริเวณนี้เป็นประจำในทุกๆ ฤดูใบไม้ผลิ

ขี่ม้าในหาดทรายกำในประเทศไอซ์แลนด์นั้นเป็นประสบการณ์ที่ไม่ควรลืม

ในช่วงกลางฤดูร้อนถ้าไปที่ฮูเซย์ คุณจะได้ขับรถขึ้นเขาผ่านเรนเดียร์ที่กำลังเล็มหญ้า และบังคับล้อให้หมุนไปบนผืนทรายออบซิเดียนบนฝั่งแม่น้ำที่กว้างขวาง ผ่านแมวน้ำขี้เซานับร้อยตัวที่ออกมาอาบแดด จากนั้นค่อยลงจากรถในจุดที่แม่น้ำสองสายมาบรรจบและไหลออกสู่ทะเล และสุดท้ายอย่าลืมแหงนหน้ามองฟ้าสวยสีแดงเข้มราวกับมีใครเอาบลัชออนมาปัดแต่งด้วย



4. อุทยานแห่งชาติธิงเวลลีย์

ธิงเวลลีย์ (Þingvellir) เป็นอุทยานแห่งชาติที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของไอซ์แลนด์ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางวงกลมทองคำและอยู่ไม่ไกลจากเรคยาวิกโดยใช้เวลาขับรถเพียง 45 นาทีเท่านั้น ที่นี่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า ทั้งในทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และทางธรณีวิทยา

น้ำที่ธิงเวลลีย์ที่ใส ในประเทศไอซ์แลนด์ ภายใต้แสงพระอาทิตย์ตก

ธิงเวลลีย์เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของไอซ์แลนด์ เพราะเป็นที่ตั้งของหุบเขาทรุดซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของเทือกเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติกและเป็นที่ตั้งของธิงวัลลาวัทน์ (Þingvallavatn) ทะเลสาบธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ด้วย นอกจากนี้ยังมีจุดดำน้ำซิลฟรา (Silfra) อันมหัศจรรย์อยู่บนรอยแยกระหว่างทวีปอเมริกาและทวีปยุโรป ซึ่งบรรดานักดำน้ำต่างบอกว่าที่นี่เปรียบเสมือนเป็นความลับสุดยอดของไอซ์แลนด์เลยทีเดียว

สภา หรืออัลทิงกิ (Alþingi) ก็ถูกจัดตั้งขึ้นที่ธิงเวลลีย์ในปี 930 และใช้เป็นสถานที่ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายทุกประเภทไปจนกระทั่งปี 1789 ด้วยเหตุนี้ที่นี่จึงเป็นเหมือนศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองที่สำคัญ สถานที่ซึ่งคนยากไร้ คนป่วย และคนที่มีคุณธรรมถูกเนรเทศ พิจารณาคดี จำคุก และถูกจับถ่วงน้ำที่เดรกกิงการ์ฮีลูร์ (Drekkingarhylur) หรือสระถ่วงน้ำ



3. หุบเขาเอาส์บิร์กิ

หุบเขาเอาส์บิร์กิ (Ásbyrgi) รูปเกือกม้าที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไอซ์แลนด์รอคอยให้นักเดินทางที่ต้องการเติมเต็มจิตวิญญาณด้วยธรรมชาติอันสงบเงียบสวยงามเข้าไปยล

หุบเขาแห่งนี้มีความยาว 3.5 กม. (2 ไมล์) และกว้าง 1 กม. (6 ไมล์) โดยมันถูกแบ่งครึ่งด้วยหน้าผาสูงซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นวิวอันงดงามจากด้านบนได้ ในขณะที่พื้นที่ด้านล่างเหมาะสำหรับนักสำรวจธรรมชาติที่อยากเห็นพืชพรรณธรรมชาติอย่างต้นเบิร์ช ต้นวิลโลว์ ต้นเฟอร์ ต้นลาร์ช และต้นสนอย่างใกล้ชิด

เหวเอาส์บิร์กิ ที่ประเทศไอซ์แลนด์

แม้ว่าเหตุการณ์น้ำท่วมแม่น้ำโจกุลซ์เอา เอา ฟยอ์ลลุม (Jökulsá á fjöllum) ในยุคน้ำแข็งจะเป็นตัวการทำให้หุบเขาเอาส์บิร์กิมีรูปร่างอย่างทุกวันนี้ แต่ก็มีตำนานเล่าขานที่แตกต่างออกไป จนถึงทุกวันนี้ชาวเมืองบางคนยังคงเชื่อว่าหุบเขาเอาส์บิร์กิมีรูปร่างเช่นนี้เพราะสเลปนีร์ ม้า 8 ขาของโอดินได้กระทืบเท้าข้างหนึ่งลงบนพื้นดิน

และยังมีตำนานอื่นๆ ที่บอกว่าหุบเขาแห่งนี้เป็นที่อยู่ของชนผู้ซ่อนตัว หรือฮุลดูโฟล์ค (huldufólk) ซึ่งอาศัยอยู่ในหน้าผาด้วย



2. เขตอนุรักษ์ธรรมชาติสกาฟตาเฟล

สกาฟตาเฟล (Skaftafell) ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 4,800 ตร.กม. (1,850 ตร.ไมล์) นั้นมีภูมิประเทศที่แปลกประหลาดและเหนือจริงมากที่สุดบนโลกใบนี้

บริเวณนี้เกิดขึ้นจากการปะทะกันระหว่างไฟและน้ำและการได้ไปตั้งแคมป์ท่ามกลางป่าเบิร์ชสีเขียวที่ล้อมรอบด้วยทรายสีดำ แม่น้ำธารน้ำแข็งกลาเซีย และชั้นน้ำแข็งที่ยื่นออกมาจากวัทนาโจกุล (Vatnajökull) นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่เลวเลย

สวาร์ติิฟอสส์ ที่สกัฟตาเฟลล์ ใกล้ อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล

จากบริเวณที่ตั้งแคมป์มีเส้นทางเดินขึ้นเขาหลายเส้นทางที่จะพาคุณไปยังสวาร์ติฟอสส์ (Svartifoss) หรือน้ำตกดำ ซึ่งมีสายน้ำที่ตกลงมาจากหน้าผาเสาหินบะซอลต์สีดำสูงตระหง่าน

สกาฟตาเฟลโด่งดังเพราะมีอากาศอบอุ่นและมีแสงแดดในช่วงฤดูร้อนและชาวบ้านแถวนี้มีการนำเสนอบริการต่างๆ ให้กับนักท่องเที่ยว ได้แก่ ไกด์พาเที่ยวรอบบริเวณและพาขึ้นไปบนธารน้ำแข็งกลาเซีย ทัวร์ปีนน้ำแข็ง บริการพาหนะสำหรับเดินทาง อาหาร และที่พัก

ขับรถต่อไปอีกไม่ไกลก็จะถึงโจกุลซาลอน (Jökulsárlón) ทะเลสาบธารน้ำแข็งที่มีสีฟ้าสวยราวกับสีของท้องฟ้า ที่นี่นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือชมเพื่อชื่นชมความงามของภูเขาน้ำแข็งจำนวนมหาศาลที่แตกตัวออกมาจากธารน้ำแข็งอยู่ตลอดเวลา 



1. แหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพทะเลสาบมิวาทน์

มิวาทน์ (Mývatn) อยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกของอาคูเรยรี่ (Akureyri) ประมาณ 90 กม. (55 ไมล์) ที่นี่เป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับที่สี่ของไอซ์แลนด์ ซึ่งเกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่เมื่อ 2300 ปีก่อน ปัจจุบันบริเวณนี้ก็ยังคงเป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยงอยู่เพราะอยู่ใกล้กับภูเขาไฟที่คราฟลา (Krafla) ที่เพิ่งระเบิดไปครั้งล่าสุดเมื่อปี 1984

ปล่องภูเขาไฟเดือด ใกล้กับมิวาท์น

ทะเลสาบมิวาทน์มีนกอาศัยอยู่มากมายและบริเวณโดยรอบก็เต็มไปด้วยธรรมชาติซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ล้ำค่าของไอซ์แลนด์

ดิมมูบอร์กิร์อันเร้นลับ (Dimmuborgir) หรือเมืองแห่งความมืดนั้นเป็นสถานที่ซึ่งมีหินลาวารูปทรงประหลาด ตามตำนานว่ากันว่าซาตานเคยมาเยือนที่นี่เมื่อตอนที่ถูกขับไล่ลงมาจากสวงสวรรค์และกลายเป็นผู้ร้ายที่ภายหลังโดนเอลฟ์สว่างเปลี่ยนสุสานนรกของเขาให้กลายเป็นเมืองหลวง

น้ำตกเดตติร์ฟอสส์  ที่ไหลลงมาแรง ที่มิวาท์น

ถ้าไปเดินอยู่ท่ามกลางทุ่งหินลาวาบางทีคุณอาจบังเอิญได้เจอกับรอยแตกและถ้ำหิน ซึ่งในนั้นอาจมีน้ำร้อนธรรมชาติที่อุณหภูมิเหมาะกับการแช่ก็ได้

แต่การเกิดแผ่นดินไหวอาจส่งผลให้น้ำธรรมชาติเหล่านั้นมีอุณหภูมิสูงมากและก่อให้เกิดอันตรายหากลงไปแช่ ดังนั้นทางที่ดีคุณควรสอบถามคนท้องถิ่นให้แน่ใจก่อนที่จะลงไปเล่นน้ำ

มีแพ็กเกจทัวร์จากมิวาทน์ไปยังภูเขาไฟคราฟลา (Krafla) และบางโปรแกรมก็พาไปสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ ที่อื่นด้วย อย่างเช่นน้ำตกเดตติฟอสส์ (Dettifoss) น้ำตกที่ทรงพลังมากที่สุดในยุโรป



คุณชอบสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในไอซ์แลนด์อันไหนบ้างคุณมีสถานที่ดีๆที่อยากจะแบ่งปันกับพวกเราบ้างหรือเปล่าถ้ามีที่ไหนอยากแนะนำหรือมีคำถามก็อย่าลังเลที่จะพิมพ์ลงในคอมเมนต์ด้านล่างนี้