
ความงดงามทางธรรมชาติของไอซ์แลนด์และวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวาทำให้ที่นี่เป็นดินแดนแห่งการค้นพบที่ไม่มีที่สิ้นสุด สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติของไอซ์แลนด์ ตั้งแต่น้ำตกและบ่อน้ำพุร้อนไปจนถึงภูเขาไฟและเมืองชายฝั่ง ล้วนมีความหลากหลายและน่าประทับใจไม่รู้ลืม
ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจเส้นทางไฮไลต์อย่าง วงกลมทองคำ (Golden Circle) ตื่นตาตื่นใจกับธารน้ำแข็งในอุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajokull) หรือแช่ตัวในน้ำอุ่นผ่อนคลายที่บลูลากูน (Blue Lagoon) ไอซ์แลนด์ก็พร้อมมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับคุณ
เหตุผลที่คุณวางใจในเนื้อหาของเราได้
Guide to Iceland คือแพลตฟอร์มท่องเที่ยวที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในไอซ์แลนด์ โดยช่วยเหลือนักท่องเที่ยวหลายล้านคนในแต่ละปี เนื้อหาทั้งหมดของเราถูกเขียนและตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นที่รู้จักไอซ์แลนด์เป็นอย่างดี คุณจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับคำแนะนำการเดินทางที่ถูกต้อง ทันสมัย และเชื่อถือได้
วิธีที่ดีที่สุดในการสำรวจความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของไอซ์แลนด์คือการเช่ารถขับเอง หรือเลือกแพ็กเกจทัวร์สำหรับขับรถเที่ยวเอง ซึ่งเหมาะสำหรับการตามล่าน้ำตก สำรวจภูเขาไฟ และเดินทางในจังหวะของคุณเอง
ตั้งแต่กระท่อมแสนอบอุ่นไปจนถึงโรงแรมหรู ที่พักทั่วไอซ์แลนด์ให้คุณได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติอันน่าตื่นตา หากคุณใฝ่ฝันถึงดินแดนน้ำแข็งและไฟ ตอนนี้คือเวลาที่เหมาะที่สุดในการเริ่มต้นการผจญภัยของคุณ
20 สถานที่ท่องเที่ยวไฮไลต์ในไอซ์แลนด์
ไอซ์แลนด์เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ให้คุณได้สัมผัส ด้วยสมญานาม "ดินแดนแห่งไฟและน้ำแข็ง" แห่งนี้มีทั้งภูเขาไฟ ธารน้ำแข็ง น้ำพุร้อน และน้ำตกมากมาย นักผจญภัยสามารถปีนธารน้ำแข็ง สำรวจภูเขาไฟ หรือแม้แต่ดำน้ำตื้นระหว่างรอยแยกเปลือกโลกที่รอยแยกซิลฟรา (Silfra Fissure) หากคุณชื่นชอบสัตว์ป่า คุณสามารถไปดูปลาวาฬ หรือชมฝูงนกพัฟฟินอย่างใกล้ชิดในช่วงฤดูร้อน
ประเทศนี้ยังอุดมไปด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสกับประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ พบกับหมู่บ้านน่ารักๆ แหล่งโบราณสถานไวกิ้ง และบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่ชาวไอซ์แลนด์ใช้ผ่อนคลายกันมาหลายศตวรรษ
นอกจากนี้ หากคุณมาเยือนในฤดูหนาว อาจได้ชมแสงเหนือของไอซ์แลนด์ ส่วนฤดูร้อนก็จะได้สัมผัสกับพระอาทิตย์เที่ยงคืนอันเป็นเอกลักษณ์ หากคุณกำลังวางแผนเที่ยวไอซ์แลนด์ อ่านต่อเพื่อค้นหากิจกรรมและสถานที่ที่ดีที่สุดที่ไม่ควรพลาด!
20. แคนยอนสตุดลากิล – ความงามแห่งหินบะซอลต์ในไอซ์แลนด์ตะวันออก
แคนยอนสตุดลากิล (Studlagil Canyon) คือหนึ่งในอัญมณีที่ซ่อนเร้นและงดงามที่สุดของไอซ์แลนด์ ตั้งอยู่ในหุบเขาโจกุลดาลูร์ (Jokuldalur Valley) ทางตะวันออกของประเทศ ช่องเขาแห่งนี้โดดเด่นด้วยเสาหินบะซอลต์สูงตระหง่านและแม่น้ำสีฟ้าครามสดใส ผสมผสานกันเป็นภูมิทัศน์ที่ถ่ายรูปได้สวยที่สุดแห่งหนึ่งของไอซ์แลนด์
เป็นเวลาหลายศตวรรษที่แคนยอนแห่งนี้จมอยู่ใต้น้ำของแม่น้ำโจกุล (Jokla River) จนกระทั่งมีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำใกล้เคียงที่ทำให้ระดับน้ำลดลง เผยให้เห็นเสาหินบะซอลต์อันน่าหลงใหล ทุกวันนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมเส้นทางธรรมชาติและจุดชมวิวที่จัดไว้เพื่อถ่ายภาพมุมสูงหรือเดินเลียบขอบแคนยอนอย่างใกล้ชิด
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการมาเยือนคือฤดูร้อน เมื่อแม่น้ำเปล่งประกายสีฟ้าเขียวสดใส ตัดกับผนังหินบะซอลต์สีเข้มอย่างสวยงาม การเดินทางออกนอกเส้นทางถนนวงแหวน (Ring Road) เพียงเล็กน้อยก็คุ้มค่าสำหรับผู้ที่สำรวจฝั่งตะวันออกของไอซ์แลนด์ คุณยังสามารถเที่ยวแคนยอนสตุดลากิลจากเมืองเอกิลสตาดีร์ (Egilsstadir) หรือเซย์ดิสฟยอร์ดูร์ (Seydisfjordur) ได้อีกด้วย
แคนยอนสตุดลากิลสะท้อนความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของไอซ์แลนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ที่นี่คือจุดที่น้ำ กาลเวลา และพลังภูเขาไฟร่วมกันสร้างทัศนียภาพที่น่าจดจำที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
19. ภูเขาไฟฟากราดาลสฟยาลล์ – ภูมิประเทศมีชีวิตแห่งไอซ์แลนด์
ภูเขาไฟฟากราดาลสฟยาลล์ (Fagradalsfjall Volcano) คือหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของไอซ์แลนด์ ตั้งอยู่บนคาบสมุทรเรคยาเนส (Reykjanes Peninsula) ห่างจากเรคยาวิกประมาณ 40 กิโลเมตร ฟากราดาลสฟยาลล์กลายเป็นข่าวดังในเดือนมีนาคม 2021 เมื่อเกิดการปะทุครั้งแรกในรอบกว่า 6,000 ปี สร้างปรากฏการณ์ลาวาไหลสุดตระการตาและเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศโดยรอบ
ในเดือนกรกฎาคม 2025 ได้มีการเปิดเส้นทางเดินป่าที่มีการทำเครื่องหมายอย่างชัดเจน ให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงจุดชมวิวใกล้ปากปล่องภูเขาไฟเมื่อสภาพเอื้ออำนวย การพัฒนานี้ช่วยให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสภูมิประเทศอันน่าทึ่งของพื้นที่ พร้อมปฏิบัติตามแนวทางความปลอดภัยในภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ผู้มาเยือนฟากราดาลสฟยาลล์สามารถเดินข้ามลาวาใหม่ สำรวจปล่องภูเขาไฟ และสัมผัสพลังของธรณีวิทยาไอซ์แลนด์อย่างใกล้ชิด มีเส้นทางเดินป่าหลายเส้นที่นำไปสู่จุดชมวิวแบบพาโนรามา ให้คุณได้ชื่นชมหุบเขาภูเขาไฟและภูมิประเทศหลากสีที่เกิดจากการปะทุครั้งล่าสุด
ก่อนออกเดินทาง ควรตรวจสอบข้อมูลความปลอดภัยล่าสุดและสภาพเส้นทาง เนื่องจากการเข้าถึงอาจเปลี่ยนแปลงตามกิจกรรมภูเขาไฟ พื้นที่นี้เดินทางจากเรคยาวิกได้สะดวก จึงถือเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นและเข้าถึงง่ายที่สุดในโลก
หากต้องการประสบการณ์แบบมีไกด์ คุณสามารถเข้าร่วมทัวร์เฮลิคอปเตอร์ชมภูเขาไฟจากเรคยาวิก หรือสำรวจภูเขาไฟเรคยาเนสด้วยรถซูเปอร์จี๊ปจากฟากราดาลสฟยาลล์ ทั้งสองแบบจะได้ชมวิวสุดตื่นตาและรับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภูมิประเทศภูเขาไฟของไอซ์แลนด์
ฟากราดาลสฟยาลล์คือจุดหมายที่ต้องมาเยือนสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสผืนดินที่ยังมีชีวิตและลมหายใจซึ่งเป็นนิยามของความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของไอซ์แลนด์ การยืนอยู่ท่ามกลางลาวาที่เย็นตัวแล้วคือเครื่องเตือนใจถึงตำแหน่งของประเทศนี้บนรอยแยกมิดแอตแลนติก (Mid-Atlantic Ridge) ดินแดนที่ยังคงก่อร่างสร้างใหม่และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
18. อาสบิร์กิ – แคนยอนรูปเกือกม้าอันน่าทึ่ง
อาสบิร์กิ (Asbyrgi) คือแคนยอนรูปเกือกม้าอันเป็นเอกลักษณ์ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajokull) ในไอซ์แลนด์ มีความยาวประมาณ 3.5 กิโลเมตร และกว้างกว่า 1 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยหน้าผาสูง 100 เมตร เป็นอัฒจันทร์ธรรมชาติขนาดใหญ่
สิ่งมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาแห่งนี้เชื่อกันว่าเกิดจากน้ำท่วมธารน้ำแข็งอันทรงพลังตลอดหลายพันปี แม้ตำนานท้องถิ่นจะมีคำอธิบายแบบเหนือธรรมชาติ โดยเล่าว่าอาสบิร์กิถูกสร้างขึ้นจากรอยเท้าของสเลปเนียร์ ม้าสิบขาของเทพโอดินแห่งนอร์ส ซึ่งทิ้งรอยเกือกม้าไว้เป็นรูปทรงของแคนยอนนี้
ภายในอาสบิร์กิ นักท่องเที่ยวจะได้สำรวจป่าเบิร์ช วิลโลว์ และโรแวนที่เขียวชอุ่ม ซึ่งหาได้ยากในไอซ์แลนด์ พื้นที่ด้านล่างของแคนยอนมีบ่อน้ำสงบ พืชพันธุ์หลากหลาย และสัตว์ป่าหลายชนิด รวมถึงนกฟูลมาร์ที่มาทำรัง จุดเด่นอีกแห่งคือ "เอยัน" (Eyjan) หรือ "เกาะ" ซึ่งเป็นหน้าผาสูงกลางแคนยอนที่ให้วิวพาโนรามาของภูมิประเทศโดยรอบ
อาสบิร์กิเป็นสวรรค์ของนักเดินป่าและผู้รักธรรมชาติ มีเส้นทางเดินป่าหลายระดับความยาก หนึ่งในเส้นทางยอดนิยมคือไปยังบ่อน้ำบอตน์สยอร์น (Botnstjorn) ที่ตั้งอยู่ลึกสุดของแคนยอน ให้คุณได้สัมผัสบรรยากาศเงียบสงบและภาพสะท้อนหน้าผาอันงดงาม
ในฐานะส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล อาสบิร์กิคือจุดหมายที่ต้องมาเยือนสำหรับผู้ที่สนใจความงามทางธรรมชาติของไอซ์แลนด์ ผสมผสานภูมิประเทศอันน่าทึ่งกับตำนานพื้นบ้านอันมีเสน่ห์
-
ดูเพิ่มเติม 15 จุดลับในไอซ์แลนด์เหนือ
17. น้ำตกกลิมูร์ – น้ำตกที่ซ่อนตัว
น้ำตกกลิมูร์ (Glymur Waterfall) คือน้ำตกที่สูงเป็นอันดับสองของไอซ์แลนด์ ด้วยความสูงถึง 198 เมตร ตั้งอยู่ในฟยอร์ดฮวาลฟยอร์ดูร์ (Hvalfjordur Fjord) กลิมูร์เป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสความงามของธรรมชาติไอซ์แลนด์ผ่านการเดินป่า
เส้นทางเดินไปน้ำตกกลิมูร์จะพาคุณผ่านหุบเขาเขียวขจี หน้าผาหิน และวิวทิวทัศน์โดยรอบที่สวยงาม หากต้องการประสบการณ์แบบมีไกด์ คุณสามารถจองทัวร์เดินป่าจากเรคยาวิก เพื่อให้การเดินทางสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
ระหว่างทางไปน้ำตก คุณจะได้ข้ามสะพานแขวนที่ทอดผ่านหุบเขา สร้างประสบการณ์ตื่นเต้นและได้ชมวิวแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวด้านล่างอย่างใกล้ชิด เมื่อถึงฐานน้ำตกกลิมูร์ คุณจะได้สัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของสายน้ำที่ไหลตกลงสู่แคนยอนอย่างทรงพลัง
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเดินป่าตัวยงหรือแค่มองหาการผจญภัยที่น่าจดจำ การได้สัมผัสน้ำตกกลิมูร์ในไอซ์แลนด์คือประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาด ซึ่งสะท้อนความงามและความมหัศจรรย์ของธรรมชาติประเทศนี้ได้อย่างแท้จริง
-
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางเดินป่ายอดนิยมในไอซ์แลนด์: คู่มือฉบับสมบูรณ์
16. ทะเลสาบมิวาทน์ & ปล่องภูเขาไฟเทียม
พื้นที่มิวาทน์ (Myvatn) คือภูมิภาคที่งดงามในไอซ์แลนด์เหนือ มีภูมิทัศน์ตื่นตาและสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ไม่เหมือนใคร หนึ่งในไฮไลต์ของพื้นที่นี้คือทะเลสาบมิวาทน์ (Lake Myvatn) ทะเลสาบเงียบสงบที่ล้อมรอบด้วยกิจกรรมความร้อนใต้พิภพและปล่องภูเขาไฟ
นักท่องเที่ยวสามารถแช่ตัวผ่อนคลายในมิวาทน์เนเชอร์บาธส์ (Myvatn Nature Baths) สปาธรรมชาติที่มีวิวชนบทโดยรอบอันสวยงาม เพื่อความสะดวก คุณสามารถจองบัตรเข้าใช้บริการมิวาทน์เนเชอร์บาธส์ล่วงหน้าได้ที่นี่ เพื่อเพลิดเพลินกับน้ำแร่ร้อนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องคิว
อีกหนึ่งสถานที่ที่ต้องไปเยือนในพื้นที่มิวาทน์คือดิมมูบอร์กีร์ (Dimmuborgir Lava Formations) ภูมิประเทศหินลาวารูปทรงแปลกตาที่เกิดจากภูเขาไฟในอดีต มีเส้นทางเดินป่าหลายสายให้คุณได้สำรวจภูมิประเทศเหนือจริงนี้อย่างใกล้ชิด
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการดูนก พื้นที่มิวาทน์ถือเป็นสวรรค์ ทะเลสาบและพื้นที่ชุ่มน้ำโดยรอบเป็นที่อยู่อาศัยของนกหลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงเป็ด ห่าน และหงส์ ในช่วงฤดูร้อนจะได้ยินเสียงนกและเห็นนกนับพันตัวมาทำรัง
การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นกซิกูร์เกียร์ (Sigurgeir's Bird Museum) จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์นี้ สำหรับผู้ที่รักนกจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับนกพื้นเมืองของไอซ์แลนด์และชมตัวอย่างนกหลากหลายชนิด
โดยรวมแล้ว พื้นที่มิวาทน์คือจุดหมายที่ต้องมาเยือนสำหรับผู้รักธรรมชาติและกิจกรรมกลางแจ้ง ด้วยภูมิประเทศที่ไม่เหมือนใคร กิจกรรมความร้อนใต้พิภพ และสัตว์ป่ามากมาย ที่นี่จึงมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจไม่รู้ลืมให้กับผู้มาเยือนไอซ์แลนด์ การเข้าร่วมทัวร์มิวาทน์ในไอซ์แลนด์ ก็เป็นอีกวิธีที่ดีในการสำรวจไฮไลต์และจุดลับของภูมิภาคนี้
15. ภูเขาคิร์กจูเฟลล์ – ความฝันของช่างภาพ
ภูเขาคิร์กจูเฟลล์ (Kirkjufell) หรือที่รู้จักกันว่า "ภูเขาที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดในไอซ์แลนด์" เป็นยอดเขารูปทรงสมมาตรตั้งตระหง่านใกล้เมืองกรุนดาร์ฟยอร์ดูร์ (Grundarfjordur Town) บนคาบสมุทรสไนแฟลซเนส (Snaefellsnes Peninsula) ด้วยความสูง 463 เมตร ภูเขาแห่งนี้มีรูปทรงแหลมคล้ายยอดโบสถ์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ Kirkjufell ที่แปลว่า "ภูเขาโบสถ์" ในภาษาไอซ์แลนด์
ภูเขาแห่งนี้เป็นที่ชื่นชอบของช่างภาพ โดยเฉพาะเมื่อถ่ายคู่กับน้ำตกคิร์กจูเฟลล์ฟอสส์ (Kirkjufellsfoss Waterfall) ที่อยู่ใกล้กัน ภาพน้ำตกไหลในฉากหน้าและภูเขาคิร์กจูเฟลล์ในฉากหลังกลายเป็นภาพจำของไอซ์แลนด์ที่โด่งดังไปทั่วโลก
พื้นที่รอบภูเขานี้จะสวยงามเป็นพิเศษในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตก เมื่อแสงอ่อนๆ ส่องกระทบยอดเขา ในฤดูหนาว ที่นี่ก็เป็นจุดยอดนิยมสำหรับชมแสงเหนือ
คิร์กจูเฟลล์ยังเป็นที่รู้จักจากการปรากฏตัวในภาพยนตร์และซีรีส์ เช่น เกมออฟโธรนส์ที่ใช้เป็นฉาก "ภูเขาหัวลูกศร"
รอบภูเขามีเส้นทางเดินป่าและภูมิประเทศเขียวขจีให้นักท่องเที่ยวได้ดื่มด่ำกับทิวทัศน์อันน่าทึ่งของคาบสมุทรสไนแฟลซเนส คุณยังสามารถพายคายัคใต้ภูเขาคิร์กจูเฟลล์ในช่วงพระอาทิตย์เที่ยงคืน เพื่อสัมผัสประสบการณ์สุดประทับใจภายใต้แสงฤดูร้อนที่ไม่มีวันสิ้นสุดของไอซ์แลนด์
ไม่ว่าคุณจะมาเพื่อถ่ายภาพ เดินป่า หรือแค่มาชมวิว คิร์กจูเฟลล์คือจุดหมายที่ต้องมาเยือนซึ่งสะท้อนเสน่ห์และความงามทางธรรมชาติของไอซ์แลนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
-
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแสงเหนือในไอซ์แลนด์ – ช่วงเวลาและสถานที่ชมออโรร่า
14. เขตอนุรักษ์ธรรมชาติสกัฟตาเฟลล์ – ความงามทางธรรมชาติในไอซ์แลนด์
เขตอนุรักษ์ธรรมชาติสกัฟตาเฟลล์ (Skaftafell Nature Reserve) ตั้งอยู่ที่ชายฝั่งทางใต้ (South Coast) และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ดีที่สุดของไอซ์แลนด์ เขตนี้มีภูมิประเทศหลากหลาย ทั้งธารน้ำแข็ง น้ำตก และป่าเขียวขจี หนึ่งในไฮไลต์คือน้ำตกสวาร์ติฟอสส์ (Svartifoss Waterfall) ที่ล้อมรอบด้วยเสาหินบะซอลต์อันน่าตื่นตา
นอกจากความงามทางธรรมชาติแล้ว สกัฟตาเฟลล์ยังเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับผู้รักกิจกรรมกลางแจ้ง มีเส้นทางเดินป่าหลากหลาย ตั้งแต่เส้นทางง่ายๆ ไปจนถึงการเดินขึ้นธารน้ำแข็ง นักท่องเที่ยวยังสามารถร่วมกิจกรรมปีนเขาน้ำแข็ง เดินธารน้ำแข็งในสกัฟตาเฟลล์ และทัวร์นำเที่ยวในพื้นที่สกัฟตาเฟลล์ได้อีกด้วย
โดยรวมแล้ว เขตอนุรักษ์ธรรมชาติสกัฟตาเฟลล์คือจุดหมายที่ต้องมาเยือนสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของไอซ์แลนด์ ไม่ว่าคุณจะรักธรรมชาติ ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง หรือแค่มองหาสถานที่พักผ่อนจากความวุ่นวาย สกัฟตาเฟลล์ก็มีสิ่งดีๆ รอคุณอยู่
13. ไกเซอร์และสโทรคูร์ – มหัศจรรย์แห่งความร้อนใต้พิภพ
สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติสองแห่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอซ์แลนด์และของโลก ไกเซอร์ (Geysir) และสโทรคูร์ (Strokkur) ตั้งอยู่ในพื้นที่น้ำพุร้อนไกเซอร์ (Geysir Geothermal Area) แหล่งน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอซ์แลนด์ในหุบเขาเฮยคาดาลูร์ (Haukadalur Valley) นักท่องเที่ยวจำนวนมากมาเยือนพื้นที่นี้ผ่านทัวร์วงกลมทองคำ (Golden Circle) ซึ่งรวมสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติชื่อดังของไอซ์แลนด์ไว้ด้วยกัน
ไกเซอร์ (Geysir) หรือที่รู้จักกันว่า Great Geysir เป็นหนึ่งในน้ำพุร้อนที่ถูกบันทึกไว้เป็นแห่งแรกในยุโรป และยังเป็นต้นกำเนิดของคำว่า "geyser" ที่ใช้เรียกน้ำพุร้อนทั่วโลก แม้ปัจจุบันไกเซอร์จะสงบลงแล้ว แต่สโทรคูร์ที่อยู่ใกล้กันก็กลายเป็นพระเอกของพื้นที่นี้ในฐานะน้ำพุร้อนที่ยังคงปะทุอย่างสม่ำเสมอ
สโทรคูร์ปะทุทุก 5-10 นาที พ่นน้ำร้อนสูงถึง 30 เมตร สร้างปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจและดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายพันคนในแต่ละปี การปะทุของน้ำเกิดจากความร้อนใต้พิภพที่สร้างแรงดันจนดันน้ำและไอน้ำขึ้นสู่ผิวดินอย่างทรงพลัง
สำหรับผู้ที่อยากพักใกล้แหล่งน้ำพุร้อนแห่งนี้ระหว่างเที่ยวด้วยทัวร์วงกลมทองคำแบบส่วนตัว นั้น Hotel Geysir คือทางเลือกที่ยอดเยี่ยม ตั้งอยู่ติดกับบ่อน้ำพุร้อน ให้คุณได้พักผ่อนอย่างสะดวกสบายและเข้าถึงไกเซอร์ สโทรคูร์ และหุบเขาเฮคาดาลูร์ที่เต็มไปด้วยไอน้ำ บ่อโคลนเดือด และภูมิประเทศความร้อนใต้พิภพอันเป็นเอกลักษณ์
-
ดูเพิ่มเติม: 6 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับน้ำในไอซ์แลนด์
12. บลูลากูน – ผ่อนคลายและฟื้นฟูร่างกาย
บลูลากูน (Blue Lagoon) คือสปาจากพลังงานความร้อนใต้พิภพที่ตั้งอยู่ในทุ่งลาวาเมืองกรินดาวิก (Grindavik Town) บนคาบสมุทรเรคยาเนส (Reykjanes Peninsula) น้ำสีฟ้าน้ำนมของลากูนนี้อุดมไปด้วยแร่ซิลิกาและกำมะถัน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องคุณสมบัติในการบำรุงผิว ที่นี่จึงเป็นหนึ่งในสถานที่มหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมสูงสุดของไอซ์แลนด์
นักท่องเที่ยวสามารถผ่อนคลายในน้ำอุ่นของบลูลากูนพร้อมชมวิวภูมิประเทศภูเขาไฟโดยรอบอันน่าตื่นตา ที่นี่ยังมีบริการสปาและนวดหลากหลายรูปแบบ เหมาะสำหรับการพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายอย่างแท้จริง
บัตรเข้าใช้บริการแบบคอมฟอร์ทของบลูลากูน ให้คุณเข้าลากูนในราคาประหยัด พร้อมมาส์กซิลิกา ผ้าเช็ดตัว และเครื่องดื่ม 1 แก้ว สำหรับผู้ที่ต้องการความหรูหรายิ่งขึ้น การเลือกบัตรเข้าใช้บริการแบบพรีเมียม จะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม เช่น ได้มาส์กเพิ่มอีก 2 แบบ เสื้อคลุมอาบน้ำ และไวน์สปาร์กลิง 1 แก้วเมื่อรับประทานอาหารที่ Lava Restaurant
11. ธอร์สมอร์ก – หุบเขาแห่งธอร์
หุบเขาธอร์สมอร์ก (Thorsmork Valley) หรือที่รู้จักกันว่า หุบเขาแห่งธอร์ เป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติที่สวยงามตระการตาในไอซ์แลนด์ ตั้งอยู่ระหว่างธารน้ำแข็งสามแห่ง ได้แก่ เอยาฟยาลลาโจกุล (Eyjafjallajokull) มิร์ดาลส์โจกุล (Myrdalsjokull) และทินด์ฟยาลลาโจกุล (Tindfjallajokull) ภูมิประเทศที่โดดเด่นและขรุขระแห่งนี้เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สำรวจหุบเขาเขียวขจี แม่น้ำเชี่ยวกราก และแคนยอนอันน่าทึ่ง
นักท่องเที่ยวสามารถเดินป่าผ่านภูมิประเทศขรุขระ กางเต็นท์นอนใต้แสงดาว หรือร่วมทัวร์นำเที่ยวเพื่อค้นพบจุดลับในหุบเขา เช่น ทัวร์ซูเปอร์จี๊ปและเดินป่าธอร์สมอร์ก พื้นที่นี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์หลากหลายชนิด เช่น สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก กวางเรนเดียร์ และนกนานาชนิด
สำหรับผู้ที่แสวงหาความท้าทาย ธอร์สมอร์กมีกิจกรรมเดินธารน้ำแข็ง ข้ามแม่น้ำ และปีนภูเขาไฟ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเดินป่ามืออาชีพหรือแค่อยากดื่มด่ำกับความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของไอซ์แลนด์ ธอร์สมอร์กคือหนึ่งในสถานที่ที่ต้องมาเยือน
10. น้ำตกดินยานดิ – น้ำตกขั้นบันไดแห่งเวสต์ฟยอร์ดูร์
น้ำตกดินยานดิ (Dynjandi Waterfall) หรือที่เรียกว่า "อัญมณีแห่งเวสต์ฟยอร์ด" เป็นหนึ่งในน้ำตกที่สวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของไอซ์แลนด์ ตั้งอยู่ในภูมิภาคเวสต์ฟยอร์ดอันห่างไกล น้ำตกหลายชั้นแห่งนี้ไหลลดหลั่นลงมาตามไหล่เขาในรูปทรงพัดกว้าง สร้างทัศนียภาพที่น่าประทับใจและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
Dynjandi มีความหมายว่า “ดังกึกก้อง” ในภาษาไอซ์แลนด์ และก็สมชื่อด้วยกระแสน้ำที่ไหลแรงก่อให้เกิดเสียงก้องลึกสะท้อนกังวานขณะที่น้ำตกลงมาจากหน้าผาสูงถึง 100 เมตร
ชั้นหลักของน้ำตกมีความกว้างประมาณ 30 เมตรที่ด้านบน และแผ่ออกกว้างถึงประมาณ 60 เมตรที่ฐาน ดูคล้ายผ้าคลุมหน้า ทำให้เป็นน้ำตกที่ถ่ายรูปได้สวยงามเป็นพิเศษ ด้านล่างของชั้นหลักยังมีน้ำตกขนาดเล็กอีกหลายชั้นไหลลดหลั่นลงมาตามเนินเขา แต่ละชั้นก็มีรูปร่างและเสน่ห์เฉพาะตัว
หากต้องการสัมผัสประสบการณ์อย่างเต็มที่ ลองจอง ทัวร์ Dynjandi (ดินยานดิ) และหมู่บ้าน Westfjord ซึ่งจะพาคุณไปเยือน Dynjandi (ดินยานดิ) พร้อมแวะชมหมู่บ้านน่ารักใกล้เคียง เส้นทางเดินป่าที่สวยงามจะนำคุณจากฐานขึ้นไปถึงยอดน้ำตก โดยมีจุดชมวิวหลายแห่งระหว่างทางให้คุณได้ชื่นชมทั้งน้ำตกหลักและน้ำตกเล็ก ๆ ที่ลดหลั่นกันลงมา
พื้นที่รอบน้ำตกเต็มไปด้วยธรรมชาติที่ขรุขระและเงียบสงบ พร้อมวิวฟยอร์ดด้านล่างที่สวยตระการตา สะท้อนถึงความงามดิบและความสงบของภูมิประเทศไอซ์แลนด์ที่ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไปเยือน
-
อ่านเพิ่มเติมที่คู่มือท่องเที่ยวเวสต์ฟยอร์ดฉบับสมบูรณ์
9. เรย์นิสฟยารา - หาดทรายดำที่ต้องไปเยือน
หาดทรายดำที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอซ์แลนด์ หาดทรายดำเรย์นิสฟยารา (Reynisfjara Black Sand Beach) เป็นจุดหมายปลายทางริมชายฝั่งที่สวยงาม ตั้งอยู่บนชายฝั่งทางใต้ (South Coast) ใกล้กับหมู่บ้านวิก (Vik) ที่นี่มีทรายสีดำสนิทจากภูเขาไฟ คลื่นแอตแลนติกที่ทรงพลัง และโขดหินรูปร่างแปลกตา สร้างภูมิทัศน์ที่แปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจ ดึงดูดนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี
หนึ่งในจุดเด่นของหาดเรย์นิสฟยาราคือเสาหินบะซอลต์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Gardar ซึ่งตั้งตระหง่านเหมือนเสาธรรมชาติเรียงรายตามหน้าผา เสาหินหกเหลี่ยมเหล่านี้เกิดจากลาวาเย็นตัวลง กลายเป็นภาพที่น่าประทับใจและยังถูกใช้เป็นฉากหลังในภาพยนตร์และซีรีส์หลายเรื่อง
นอกชายฝั่ง นักท่องเที่ยวจะมองเห็นเสาหินทะเลเรย์นิสดรังการ์ (Reynisdrangar Sea Stacks) โขดหินสูงตระหง่านที่ตามตำนานพื้นบ้านไอซ์แลนด์ เคยเป็นโทรลล์ที่ถูกแสงอาทิตย์ยามเช้าเปลี่ยนให้กลายเป็นหิน
แม้จะงดงามเพียงใด หาดเรย์นิสฟยาราก็ขึ้นชื่อเรื่อง "คลื่นสนีกเกอร์" ที่ทรงพลัง นักท่องเที่ยวควรรักษาระยะห่างจากชายฝั่ง เพราะคลื่นอาจเป็นอันตรายได้ นอกจากนี้ยังเป็นจุดชมวิวนกที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่นกพัฟฟินของไอซ์แลนด์ นกกิลเลอมอต และนกฟูลมาร์จะมาทำรังตามหน้าผา
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 พื้นที่ส่วนใหญ่ของชายหาดถูกปิดเนื่องจากการกัดเซาะของดิน คลื่นที่รุนแรงได้พัดพาทรายออกไปเพราะทิศทางลมที่ผิดปกติในฤดูหนาวที่ผ่านมา ขณะนี้ทรายกำลังค่อย ๆ กลับคืนมา และในอนาคตชายหาดจะกลับมาสวยงามดังเดิม นักท่องเที่ยวยังสามารถชมวิวโขดหินจากระยะไกลได้ และที่นี่ก็ยังคงเป็นจุดหมายยอดนิยมของไอซ์แลนด์
นักเดินทางจำนวนมากเลือกเที่ยวหาดเรย์นิสฟยาราด้วยทัวร์ชายฝั่งทางใต้แบบส่วนตัว เพื่อความปลอดภัยและประสบการณ์ที่น่าจดจำ
ด้วยความงามตามธรรมชาติที่ขรุขระ ตำนานพื้นบ้าน และลักษณะทางธรณีวิทยาอันน่าทึ่ง หาดทรายดำเรย์นิสฟยาราคือจุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงภูมิประเทศอันดิบและไร้การปรุงแต่งของไอซ์แลนด์
-
ค้นพบ 9 กิจกรรมยอดนิยมในวิก
-
ดูเพิ่มเติมเรย์นิสดรังการ์กับการถ่ายภาพ
8. น้ำตกเซลยาแลนด์สฟอสส์ - น้ำตกที่เดินลอดด้านหลังได้
น้ำตกเซลยาแลนด์สฟอสส์ (Seljalandsfoss Waterfall) เป็นหนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอซ์แลนด์ โดดเด่นด้วยความงามและเอกลักษณ์ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเดินลอดหลังม่านน้ำตกได้ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของไอซ์แลนด์ ใกล้ถนนวงแหวน (Ring Road) น้ำตกเซลยาแลนด์สฟอสส์เปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสพลังและความงามของธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
เซลยาแลนด์สฟอสส์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทัวร์น้ำตกยอดนิยมในไอซ์แลนด์ มีความสูงประมาณ 60 เมตรจากขอบหน้าผา สร้างภาพที่งดงามและเป็นจุดหมายที่ต้องห้ามพลาดสำหรับผู้มาเยือนไอซ์แลนด์ ภูมิประเทศโดยรอบก็สวยงามไม่แพ้กัน ด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจีและหน้าผาหินที่เสริมให้บรรยากาศของเซลยาแลนด์สฟอสส์ยิ่งน่าประทับใจ
นักท่องเที่ยวสามารถเดินจากลานจอดรถไปยังน้ำตกได้อย่างสะดวก ในช่วงฤดูร้อนสามารถเดินลอดหลังม่านน้ำตกเพื่อชมมุมมองที่แปลกใหม่และถ่ายภาพสวย ๆ ได้ เตรียมตัวเปียกเล็กน้อยจากละอองน้ำ แต่ประสบการณ์นี้คุ้มค่าอย่างยิ่งสำหรับการได้สัมผัสเซลยาแลนด์สฟอสส์อย่างใกล้ชิด
คุณสามารถเข้าร่วมทัวร์น้ำตกเซลยาแลนด์สฟอสส์ในไอซ์แลนด์ เพื่อเดินลอดม่านน้ำตกอันงดงามนี้
7. น้ำตกสโคกาฟอสส์ - น้ำตกไอคอนแห่งไอซ์แลนด์
น้ำตกสโคกาฟอสส์ (Skogafoss Waterfall) เป็นหนึ่งในน้ำตกที่ใหญ่และโด่งดังที่สุดของไอซ์แลนด์ มีความสูง 60 เมตร และกว้าง 25 เมตร ตั้งอยู่ทางตอนใต้ริมถนนวงแหวน (Ring Road) ดึงดูดนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปีที่ต้องการชมม่านน้ำตกอันทรงพลังและเสียงกึกก้อง
น้ำตกแห่งนี้ได้รับน้ำจากแม่น้ำสโคกอา (Skoga River) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากภูเขาไฟเอยาฟยาลลาโจกุล (Eyjafjallajokull Volcano)
สโคกาฟอสส์จึงเป็นสัญลักษณ์ของความงามตามธรรมชาติอันดิบของไอซ์แลนด์ นักท่องเที่ยวสามารถชมความงามของน้ำตกได้จากหลายมุม ที่ฐานน้ำตกมีจุดชมวิวที่ให้คุณสัมผัสละอองน้ำอย่างใกล้ชิด และในวันที่มีแดด ละอองน้ำมักจะสร้างสายรุ้งสวยงามเพิ่มเสน่ห์ให้กับที่นี่ หลายคนเลือกเข้าร่วมทัวร์น้ำตกสโคกาฟอสส์ในไอซ์แลนด์ เพื่อเดินไฮกิ้งบนเส้นทางธรรมชาติพร้อมไกด์
สำหรับผู้ที่ต้องการสำรวจเพิ่มเติม บันไดกว่า 500 ขั้นจะนำไปสู่ยอดน้ำตก ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์มุมกว้างอันงดงามของแม่น้ำที่คดเคี้ยวผ่านภูมิประเทศและออกสู่ชายฝั่ง สโคกาฟอสส์ยังเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินป่าฟิมม์วอร์ดูฮัลส์พาส (Fimmvorduhals Pass) ที่มุ่งสู่ไฮแลนด์ (Highlands) เหมาะสำหรับผู้รักธรรมชาติและช่างภาพ
6. ภูเขาไฟธรีฮนูคากีกูร์ - สู่ใจกลางภูเขาไฟ (อินทูดิโวลเคโน)
ภูเขาไฟธรีฮนูคากีกูร์ (Thrihnukagigur Volcano) เป็นหนึ่งในจุดหมายทางธรณีวิทยาที่ไม่เหมือนใครของไอซ์แลนด์ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปในห้องแมกมาที่สงบแล้ว คุณสามารถสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษในช่วงฤดูร้อนกับทัวร์ลงไปในภูเขาไฟธรีฮนูคากีกูร์และดำดิ่งสู่ใจกลางโลก ประสบการณ์นี้มีเฉพาะที่ไอซ์แลนด์เท่านั้น ซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลกที่เปิดทัวร์เข้าชมห้องแมกมาภูเขาไฟ
การผจญภัยเริ่มต้นด้วยการเดินทางจากเรคยาวิกไปยังเทือกเขาบลูเมาน์เทนส์ (Blafjoll) ชานเมือง หลังจากแนะนำข้อมูลเบื้องต้นที่ฐานภูเขาไฟแล้ว คุณจะได้เดินป่าระยะทาง 3.2 กิโลเมตร ผ่านทุ่งลาวาไปยังทางเข้าภูเขาไฟธรีฮนูคากีกูร์
ระหว่างประสบการณ์นี้ คุณจะได้นั่งลิฟต์เปิดโล่งสุดพิเศษที่ค่อย ๆ ลดระดับคุณลงไป 198 เมตร สู่ห้องแมกมาขนาดใหญ่ ใช้เวลาประมาณหกนาทีในการลงไปถึงด้านล่าง
ขณะที่คุณค่อย ๆ ลงไปในห้องแมกมา จะได้ตื่นตาตื่นใจกับสีสันและรูปทรงที่น่าทึ่งของหินภูเขาไฟ ซึ่งมีเฉดสีแดง น้ำเงิน เหลือง และส้มสดใส เกิดจากความร้อนและแรงดันมหาศาลจากการปะทุครั้งสุดท้ายเมื่อกว่า 4,000 ปีก่อน เพื่อให้เห็นขนาดอันมหึมาของห้องนี้ ลองจินตนาการว่าโบสถ์ฮัลล์กริมสคิร์กยา (Hallgrimskirkja) หรือเทพีเสรีภาพสามารถตั้งอยู่ในห้องนี้ได้อย่างสบาย
เมื่อถึงด้านล่าง คุณจะมีเวลาครึ่งชั่วโมงในการสำรวจห้องแมกมา ถ่ายภาพภูมิทัศน์เหนือจริงแห่งนี้ หลังจากขึ้นลิฟต์กลับด้านบน จะมีซุปเนื้อไอซ์แลนด์แบบดั้งเดิม ของว่าง และเครื่องดื่มอุ่น ๆ ให้คุณได้ลิ้มลอง ก่อนเดินป่ากลับและเดินทางกลับเรคยาวิก ทัวร์ครั้งหนึ่งในชีวิตนี้จะเปิดโลกทัศน์สู่มหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาของไอซ์แลนด์ที่คุณไม่ควรพลาด
5. อุทยานแห่งชาติธิงเวลลีร์ - จุดบรรจบประวัติศาสตร์และธรณีวิทยา
อุทยานแห่งชาติธิงเวลลีร์ (Thingvellir National Park) เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และธรณีวิทยาของไอซ์แลนด์ ตั้งอยู่ห่างจากเรคยาวิกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 40 กิโลเมตร
ธิงเวลลีร์เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติยอดนิยมของไอซ์แลนด์ และเป็นแหล่งกำเนิดรัฐสภาประชาธิปไตยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก คือ Alþing (อัลธิง) ที่หัวหน้าชนเผ่าไอซ์แลนด์ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 930 ที่นี่กลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมไอซ์แลนด์ เป็นที่ออกกฎหมาย ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และจัดงานเฉลิมฉลองยาวนานกว่า 800 ปี ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก
ในเชิงธรณีวิทยา ธิงเวลลีร์เป็นสิ่งมหัศจรรย์เพราะตั้งอยู่บนรอยแยกมิดแอตแลนติก (Mid-Atlantic Ridge) ซึ่งเป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือและยูเรเชียมาบรรจบกัน ก่อให้เกิดภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยรอยแยก รอยเลื่อน และหุบเขา ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกที่ยังคงแยกออกจากกันปีละประมาณ 1 นิ้ว (2 เซนติเมตร)
หนึ่งในรอยแยกที่มีชื่อเสียงที่สุดของธิงเวลลีร์คือรอยแยกซิลฟรา (Silfra Fissure) ที่เต็มไปด้วยน้ำใสสะอาดจากธารน้ำแข็ง และยังเปิดโอกาสให้คุณได้ดำน้ำตื้นและดำน้ำลึกในไอซ์แลนด์ โดยสามารถว่ายน้ำระหว่างสองทวีปได้จริง ๆ คุณสามารถเข้าร่วมประสบการณ์ดำน้ำตื้นในซิลฟราพร้อมภาพถ่ายฟรี เพื่อเก็บความทรงจำสุดประทับใจกลับบ้าน
อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของทะเลสาบธิงวาลลาวาทน์ (Thingvallavatn Lake) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ ล้อมรอบด้วยภูเขา ทุ่งลาวา และน้ำตกที่สวยงาม การผสมผสานระหว่างความงามทางธรรมชาติ มรดกทางวัฒนธรรม และความสำคัญทางธรณีวิทยาทำให้ธิงเวลลีร์เป็นจุดหมายที่ต้องไปเยือนบนเส้นทางวงกลมทองคำ (Golden Circle) ของไอซ์แลนด์
4. ลานมันนาเลยการ์ - จุดหมายปลายทางแห่งไฮแลนด์
พื้นที่น้ำพุร้อนลานมันนาเลยการ์ (Landmannalaugar Geothermal Area) เป็นจุดหมายปลายทางที่สวยงามในเขตไฮแลนด์ของไอซ์แลนด์ มีชื่อเสียงในเรื่องภูมิประเทศความร้อนใต้พิภพที่ไม่เหมือนใครและภูเขาไรโอไลต์หลากสีสัน ทั้งแดง ส้ม เขียว และน้ำเงิน สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาตินี้เป็นส่วนหนึ่งของเขตอนุรักษ์ธรรมชาติฟยาลลาบัก (Fjallabak Nature Reserve) ด้วยสีสันที่โดดเด่นและภูมิประเทศขรุขระ ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในไอซ์แลนด์
มีทัวร์ลานมันนาเลยการ์ให้เลือกมากมาย นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมกลางแจ้งหลากหลาย เส้นทางเดินป่าที่นี่โดดเด่นมาก โดยเฉพาะเส้นทางเลยกาแวกูร์ (Laugavegur Trail) ที่เชื่อมลานมันนาเลยการ์กับธอร์สมอร์ก (Thorsmork) และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางที่สวยที่สุดของไอซ์แลนด์
เทรลเดินป่าของลานมันนาเลยการ์มีหลายระดับความยากง่าย เหมาะสำหรับทั้งมือใหม่และนักเดินป่ามืออาชีพ ให้คุณได้สำรวจทุ่งลาวา หินออบซิเดียน และบ่อน้ำพุร้อนกำมะถันที่กระจายอยู่ทั่วภูมิประเทศ
หนึ่งในไฮไลท์ของลานมันนาเลยการ์คือบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ คุณสามารถเพลิดเพลินกับการแช่น้ำร้อนและชมวิวภูเขาไรโอไลต์สุดตระการตาได้ในทัวร์ลานมันนาเลยการ์พร้อมแช่น้ำพุร้อนจากเรคยาวิก หลังจากเดินป่าทั้งวัน นักท่องเที่ยวสามารถแช่ตัวในบ่อน้ำแร่ธรรมชาติท่ามกลางวิวภูเขาอันงดงาม
ลานมันนาเลยการ์สามารถเข้าถึงได้ในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น เนื่องจากสภาพอากาศในฤดูหนาวค่อนข้างท้าทาย ที่นี่จึงเหมาะสำหรับผู้รักธรรมชาติ ช่างภาพ และนักผจญภัยที่ต้องการสัมผัสพื้นที่ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของไอซ์แลนด์
3. น้ำตกเดตติฟอสส์ - พลังอันยิ่งใหญ่
น้ำตกเดตติฟอสส์ (Dettifoss Waterfall) เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าตื่นตาตื่นใจของไอซ์แลนด์ ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajokull National Park) ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในน้ำตกที่ทรงพลังที่สุดในยุโรป เดตติฟอสส์จึงเป็นจุดหมายที่ต้องห้ามพลาดสำหรับผู้มาเยือนไอซ์แลนด์ ด้วยความกว้าง 100 เมตร และสูง 45 เมตร พลังของสายน้ำที่ไหลตกลงมานั้นน่าทึ่งอย่างแท้จริง
นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมน้ำตกเดตติฟอสส์ได้ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก โดยมีจุดชมวิวให้สัมผัสความยิ่งใหญ่ของน้ำตกอย่างใกล้ชิด การเข้าร่วมทัวร์น้ำตกเดตติฟอสส์ เป็นวิธีที่ดีในการสำรวจทั้งสองฝั่งอย่างปลอดภัย พร้อมเรียนรู้เกี่ยวกับพลังของธารน้ำแข็งในพื้นที่นี้
ภูมิประเทศโดยรอบก็น่าสำรวจไม่แพ้กัน ด้วยหน้าผาขรุขระ หินภูเขาไฟ และหุบเขาลึกที่เสริมประสบการณ์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้รักธรรมชาติ นักผจญภัย หรือแค่อยากตื่นตากับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกธรรมชาติ การมาเยือนน้ำตกเดตติฟอสส์ในไอซ์แลนด์จะสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม
2. วัทนาโจกุล - ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป
อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajokull National Park) เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดของไอซ์แลนด์ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 14% ของประเทศ ที่นี่เป็นแหล่งรวมภูมิประเทศที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของไอซ์แลนด์ ทั้งธารน้ำแข็งวัทนาโจกุล ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ธารน้ำแข็งย่อยมากมาย ปล่องภูเขาไฟ แม่น้ำธารน้ำแข็ง และน้ำตกที่สวยงาม
ภูมิประเทศที่หลากหลายของอุทยานแห่งนี้เปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาของไอซ์แลนด์ ทั้งพื้นที่ความร้อนใต้พิภพ ถ้ำน้ำแข็ง และทะเลทรายทรายดำที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟตลอดหลายศตวรรษ
ผู้มาเยือนอุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุลอาจได้พบกับสัตว์ในธรรมชาติของไอซ์แลนด์ เช่น กวางเรนเดียร์ หมาจิ้งจอกอาร์กติก และนกหลากหลายชนิด กิจกรรมยอดนิยมในอุทยาน ได้แก่ เดินป่า และทัวร์เดินธารน้ำแข็ง คุณยังสามารถเข้าร่วมทัวร์สำรวจถ้ำน้ำแข็งในไอซ์แลนด์ เพื่อเยี่ยมชมถ้ำน้ำแข็งสีฟ้าคริสตัลในวัทนาโจกุล และตื่นตากับสีสันสดใสของน้ำแข็งที่ก่อตัวจากการเคลื่อนตัวของธารน้ำแข็งตลอดหลายศตวรรษ
จากยอดเขาที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งไปจนถึงที่ราบกว้างใหญ่ด้านล่าง อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุลมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับผู้รักธรรมชาติและนักผจญภัย ทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายที่ต้องไปเยือนในไอซ์แลนด์
1. ทะเลสาบธารน้ำแข็งโจกุลซาร์ลอน - เพชรเม็ดงามแห่งไอซ์แลนด์
ในบรรดาสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของไอซ์แลนด์ มีไม่กี่แห่งที่โดดเด่นเท่ากับทะเลสาบธารน้ำแข็งโจกุลซาร์ลอน (Jokulsarlon Glacier Lagoon) สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติอันน่าทึ่งแห่งนี้ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้เป็นทะเลสาบธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยภูเขาน้ำแข็งที่แตกตัวมาจากธารน้ำแข็งวัทนาโจกุล ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป
ผืนน้ำสีฟ้าใสของทะเลสาบตัดกับภูเขาน้ำแข็งสีขาวและน้ำเงิน สร้างภาพที่น่าหลงใหลและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือโซดิแอกในทะเลสาบโจกุลซาร์ลอน เพื่อชมภูเขาน้ำแข็งอย่างใกล้ชิด และชมแมวน้ำที่ว่ายน้ำอยู่ท่ามกลางภูเขาน้ำแข็ง ทะเลสาบแห่งนี้ยังเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม เพราะแสงที่เปลี่ยนไปตลอดวันจะสะท้อนบนผิวน้ำอย่างสวยงาม
ล้อมรอบด้วยหาดทรายดำและภูเขาสูงตระหง่าน ทะเลสาบธารน้ำแข็งโจกุลซาร์ลอนคือสถานที่ที่ต้องไปเยือนสำหรับผู้มาเยือนไอซ์แลนด์ ความงามเหนือจริงของที่นี่จะตราตรึงใจทุกคนที่ได้มาเยือน
เส้นทางนอกกระแส: สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ซ่อนเร้นของไอซ์แลนด์
นอกเหนือจากแลนด์มาร์กชื่อดังของไอซ์แลนด์ ยังมีสถานที่ลับที่รอให้คุณไปค้นพบ จุดหมายเหล่านี้เผยให้เห็นถิ่นธรรมชาติและภูมิประเทศที่หลากหลายของประเทศอย่างแท้จริง ลองดู 14 สถานที่ลับที่ดีที่สุดในไอซ์แลนด์ที่คุณไม่ควรพลาดด้านล่างนี้
14. เขตอนุรักษ์ธรรมชาติฮอร์นสตรานดิร์
เขตอนุรักษ์ธรรมชาติฮอร์นสตรานดิร์ (Hornstrandir Nature Reserve) เผยความงามตามธรรมชาติที่ยังไม่ถูกรบกวนของไอซ์แลนด์ โดยสามารถเข้าถึงได้เฉพาะทางเรือเท่านั้น ถิ่นทุรกันดารห่างไกลแห่งนี้เหมาะสำหรับการเดินป่าและชมหมาจิ้งจอกอาร์กติกท่ามกลางฟยอร์ดและหน้าผาที่บริสุทธิ์ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของเวสต์ฟยอร์ด ฮอร์นสตรานดิร์มอบความสงบ ความงามที่ไม่ถูกรบกวน และภาพสะท้อนของไอซ์แลนด์ในยุคก่อนการพัฒนา
13. ปล่องภูเขาไฟอาสก์ยาและปล่องน้ำร้อนวิติ
ปล่องภูเขาไฟอาสก์ยา (Askja Caldera) ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในไฮแลนด์ตอนกลาง มีทะเลสาบปล่องภูเขาไฟสีฟ้าสดใสที่เรียกว่า ปล่องน้ำร้อนวิติ (Viti Crater) และภูมิประเทศคล้ายดวงจันทร์ที่นักสำรวจหลงใหล การเดินทางไปที่นี่ต้องใช้รถ 4x4 ทำให้เป็นการผจญภัยที่แท้จริงสำหรับผู้แสวงหาสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของไอซ์แลนด์
12. หุบเขาซิโกลดูกลยูฟูร์
หุบเขาซิโกลดูกลยูฟูร์ (Sigoldugljufur Canyon) มักถูกเรียกว่า “หุบเขาน้ำตา” ที่นี่มีน้ำตกเล็ก ๆ หลายสายไหลผ่านมอสสีเขียวสดและหินไรโอไลต์สีส้ม ตั้งอยู่ในไฮแลนด์ห่างไกลและเข้าถึงได้เฉพาะฤดูร้อน แต่จะตอบแทนนักเดินทางด้วยทิวทัศน์ที่สวยงามและสงบที่สุดแห่งหนึ่งของไอซ์แลนด์
11. สะพานปลาโอนุนดาร์ฟยอร์ดูร์
สะพานปลาโอนุนดาร์ฟยอร์ดูร์ (Onundarfjordur Pier) เป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพที่สวยที่สุดของเวสต์ฟยอร์ด สะพานทอดยาวสู่ผืนน้ำสีฟ้าคราม ล้อมรอบด้วยภูเขาสูงตระหง่าน บรรยากาศเงียบสงบและเงาสะท้อนบนผิวน้ำทำให้ที่นี่เป็นที่โปรดของช่างภาพและผู้ที่ต้องการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติบริสุทธิ์ของไอซ์แลนด์
10. น้ำตกอัลเดยาร์ฟอสส์
น้ำตกอัลเดยาร์ฟอสส์ (Aldeyjarfoss Waterfall) เป็นหนึ่งในน้ำตกที่สวยงามที่สุดของไอซ์แลนด์ตอนเหนือ โดดเด่นด้วยเสาหินบะซอลต์สีดำตัดกับสายน้ำจากธารน้ำแข็งที่ไหลแรง น้ำตกแห่งนี้สามารถเข้าถึงได้โดยการขับรถออกจากถนนวงแหวน (Ring Road) ไปตามถนนลูกรังสายสั้น ๆ จึงเป็นจุดแวะพักที่คุ้มค่าสำหรับนักเดินทางที่ต้องการสัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ยังไม่พลุกพล่านนัก
9. หน้าผาคริซูวิกูร์บยาร์ก
หน้าผาคริซูวิกูร์บยาร์ก (Krysuvikurbjarg) เป็นสวรรค์ของนกทะเลที่มาทำรังบนชั้นหินบะซอลต์สูงชันเหนือมหาสมุทรแอตแลนติก หน้าผาทะเลสูงตระหง่านแห่งนี้ตั้งอยู่บนคาบสมุทรเรคยาเนส (Reykjanes Peninsula) เป็นจุดแวะชมวิวที่เหมาะสำหรับการดูนกและถ่ายภาพชายฝั่งทะเล โดยอยู่ไม่ไกลจากเรคยาวิก
8. หาดเรยดาซานดูร์
หาดเรยดาซานดูร์ (Raudasandur Beach) โดดเด่นด้วยหาดทรายสีแดงและทองทอดยาวหลายไมล์ตามแนวชายฝั่งเวสต์ฟยอร์ด (Westfjords) เป็นสถานที่พักผ่อนที่เงียบสงบและยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก นักเดินทางจะได้สัมผัสวิวทะเลกว้าง เสียงนกทะเล และความโดดเดี่ยวท่ามกลางธรรมชาติอันน่าทึ่งของไอซ์แลนด์
7. บอร์การ์ฟยอร์ดูร์ เอสทรี
บอร์การ์ฟยอร์ดูร์ เอสทรี (Borgarfjordur Eystri) คือสวรรค์ของคนรักนก หมู่บ้านเล็ก ๆ ทางตะวันออกของไอซ์แลนด์แห่งนี้เปิดโอกาสให้ได้ใกล้ชิดกับนกพัฟฟินในช่วงฤดูร้อน พร้อมเส้นทางเดินชมธรรมชาติริมชายฝั่ง หน้าผาใกล้ฮาฟนาร์โฮลมิ (Hafnarholmi) มีจุดชมวิวที่ปลอดภัยและเข้าถึงง่าย ให้คุณได้ชื่นชมความน่ารักของนกทะเลสีสันสดใส ท่ามกลางทิวทัศน์ชายฝั่งอันตระการตา
6. ภูเขาแคร์ลิงการ์ฟยอลล์และพื้นที่น้ำพุร้อนฮแวราดาลีร์
ภูเขาแคร์ลิงการ์ฟยอลล์ (Kerlingarfjoll) และพื้นที่น้ำพุร้อนฮแวราดาลีร์ (Hveradalir) คือสวรรค์ของนักเดินป่า พื้นที่นี้เต็มไปด้วยยอดเขาหินไรโอไลต์สีสันสดใส ผสานกับไอร้อนและบ่อน้ำพุร้อนที่เดือดปุด ๆ อยู่สูงในเขตไฮแลนด์
เส้นทางเดินป่าที่ทำไว้อย่างดีและมีหลายระยะทางให้เลือกพาเดินชมธรรมชาติรอบ ๆ และยังมีรีสอร์ตภูเขาใกล้เคียงที่มีบ้านพัก คาเฟ่ และบ่อน้ำพุร้อนให้แช่ผ่อนคลายหลังจากสำรวจหนึ่งในสถานที่มหัศจรรย์สีสันสดใสที่สุดของไอซ์แลนด์
5. น้ำตกเฮงกิฟอสส์
น้ำตกเฮงกิฟอสส์ (Hengifoss Waterfall) โอบล้อมด้วยหน้าผาหินชั้นสีแดง น้ำตกทางตะวันออกของไอซ์แลนด์แห่งนี้ทั้งทรงพลังและน่าสนใจทางธรณีวิทยา สามารถเดินขึ้นเขาไปชมได้อย่างคุ้มค่า ระหว่างทางจะผ่านทิวทัศน์สวยงามและน้ำตก ลิตลาเนสฟอสส์ (Litlanesfoss) ที่มีเสาหินบะซอลต์อันน่าประทับใจ
4. หุบเขาเรยด์เฟลด์สเจีย
หุบเขาเรยด์เฟลด์สเจีย (Raudfeldsgja Canyon) เป็นรอยแยกแคบ ๆ ในหน้าผาบนคาบสมุทรสไนแฟลซเนส (Snaefellsnes) ที่นักผจญภัยสามารถเดินเข้าไปท่ามกลางผนังหินปกคลุมด้วยมอสและฟังเสียงน้ำไหลก้องกังวาน เป็นจุดแวะที่ง่ายและตื่นเต้นสำหรับผู้ที่สำรวจอุทยานแห่งชาติสไนเฟลล์สโจกุล (Snaefellsjokull National Park)
3. หุบเขาเกียอิน
หุบเขาเกียอิน (Gjain Valley) คือโอเอซิสเขียวขจีในไอซ์แลนด์ตอนใต้ เต็มไปด้วยน้ำตก ลาวา และพืชพรรณเขียวชอุ่ม ราวกับหลุดเข้าไปในดินแดนแฟนตาซี หุบเขานี้ตั้งอยู่ในหุบเขาธยอร์ซาร์ดาลูร์ (Thjorsardalur) สามารถขับรถออกจากเส้นทางวงกลมทองคำ (Golden Circle) ไปได้ไม่ไกล เต็มไปด้วยน้ำตก มอสเขียว และหินภูเขาไฟ เป็นจุดแวะสุดมหัศจรรย์สำหรับนักเดินป่าและช่างภาพที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติอันงดงามของไอซ์แลนด์
2. น้ำตกไฮฟอสส์
น้ำตกไฮฟอสส์ (Haifoss Waterfall) เป็นหนึ่งในน้ำตกที่สูงที่สุดของไอซ์แลนด์ สูงถึง 122 เมตร ตกลงสู่หุบเขาหินผาสูงในเขตไฮแลนด์ พร้อมวิวกว้างและเส้นทางเดินชมธรรมชาติใกล้เคียง นักเดินทางสามารถขับรถออกจากเส้นทางวงกลมทองคำ (Golden Circle) ไปถึงได้ง่าย และเดินเท้าสั้น ๆ จากลานจอดรถ อีกทั้งยังอยู่ห่างจากหุบเขาเกียอิน (Gjain Valley) เพียง 20 นาทีเท่านั้น
1. หินฮวิทแซร์คูร์
หินฮวิทแซร์คูร์ (Hvitserkur Rock) คือแท่งหินกลางทะเลรูปร่างคล้ายมังกรกำลังดื่มน้ำจากทะเล สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอันโดดเด่นของไอซ์แลนด์นี้ตั้งอยู่บนคาบสมุทรวาทน์สเนส (Vatnsnes Peninsula) และล้อมรอบด้วยทะเล เป็นจุดถ่ายภาพและชมแมวน้ำที่ยอดเยี่ยม ผสมผสานความงดงามของสัตว์ป่าและธรรมชาติชายฝั่งได้อย่างลงตัว
หากต้องการไอเดียเพิ่มเติม ลองอ่านบทความเกี่ยวกับสถานที่ลับในไอซ์แลนด์ได้เลย
สรุป 20 สถานที่ท่องเที่ยวไอซ์แลนด์ที่ห้ามพลาด
ตอนนี้คุณคงได้ไอเดียแล้วว่ามีอะไรน่าสนใจบ้างในไอซ์แลนด์ที่จะทำให้ทริปของคุณน่าจดจำ ไอซ์แลนด์มีทั้งธรรมชาติอันตระการตา กิจกรรมกลางแจ้งสุดตื่นเต้น ไปจนถึงโอกาสสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านทัวร์และประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร การออกไปสำรวจสถานที่เหล่านี้คือวิธีที่ดีที่สุดในการสัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติไอซ์แลนด์อย่างใกล้ชิด
ไม่ว่าคุณจะชอบแบบไหน ที่นี่มีให้เลือกครบ ทั้งทัวร์น้ำตกและธารน้ำแข็งแบบมีไกด์ การขับรถเที่ยววงกลมทองคำ และจุดไฮไลต์อื่น ๆ ที่เผยให้เห็นความงามดิบของไอซ์แลนด์ คุณสามารถแช่น้ำพุร้อน เดินป่าขึ้นภูเขาไฟ หรือชมแสงเหนือ ทั้งหมดนี้คือการค้นพบธรรมชาติอันน่าทึ่งและเสน่ห์เฉพาะตัวของไอซ์แลนด์
หวังว่าคุณจะตื่นเต้นกับกิจกรรมสุดว้าวในไอซ์แลนด์! คุณอยากไปที่ไหนมากที่สุด? คอมเมนต์บอกเราได้เลยด้านล่าง

I'm a Reykjavík local who's happiest when I'm exploring, whether that's soaking in a hidden hot spring or chasing northern lights. I love sharing the places that make my home country feel magical, from quiet corners most people miss to must-see sights worth the hype.









